เว็บบอร์ด >อัญมณี >จัดสวน >ท่องเที่ยว >เมนูอาหาร >ทุนศึกษาต่อ >รับตรง >พระเครื่อง >ศิลปะการออกแบบ >สุขภาพ >บันเทิงดารา >สมัครงาน >งานราชการ >ข่าวด่วน >ฝากข่าวฟรี
 หน้าแรก | สินค้า | งานประดิษฐ์ | ลูกปัดอัญมณี | จัดสวน | เมนูอาหาร | ท่องเที่ยว | พระเครื่อง | ดูดวง | ทำนายฝัน | เพลงใหม่ | ดูทีวีออนไลน์ | ฟังวิทยุออนไลน์ | ติดต่อโฆษณา





 
free counters

facebook rayabeading
twitter rayabeading

    Knowledge
วัดมหาธาตุ จ. พระนครศรีอยุธยา เป็นวัดที่มีความสำคัญ มีเศียรพระห่อหุ้มด้วยรากโพธิ์จนโด่งดังไปทั่วโลกในขณะนี้ โดย.....คนเรียนไกด์
วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2554 เวลา : น.

 

   วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดย..คนเรียนไกด์

วัดมหาธาตุ จ.พระนครศรีอยุธยา  มหาธาตุของวัดนี้เป็นพระปรางค์ที่ใหญ่โตมาก มีเศียรพระห่อหุ้มด้วยรากโพธิ์จนโด่งดังไปทั่วโลกในขณะนี้ 
 
 
 
 
 
จุดเด่นของวัดมหาธาตุ
 
      ในสมัยอยุธยานั้น วัดมหาธาตุเป็นวัดที่มีความสำคัญเป็นอันดับสอง รองจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดพระศรีสรรเพชญ์นั้นถือเป็นวัดสำคัญที่สุด เนื่องจากว่าเป็นวัดที่ใช้เพื่อการพระราชพิธีของพระราชวังหลวง ดังเช่น วัดพระแก้วมรกต ฯ ดังเช่นในปัจจุบันนี้
 
วัดมหาธาตุนี้มีที่ตั้งอยู่ค่อนข้างจะอยู่กลางเกาะอยุธยา จึงถือว่ามหาธาตุนี้เป็นเสมือนเขาพระสุเมรุ ของเกาะอยุธยา วัดมหาธาตุนี้เป็นวัดที่ใหญ่โตมาก จนเรียกว่าเกือบจะใหญ่ที่สุดของวัดในเกาะอยุธยาเลยทีเดียว (ที่อยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา) 
 
และวัดนี้ยังเป็นที่สถิตจำพรรษาหรือเป็นศูนย์รวมของพระสงฆ์ ฝ่ายคามวาสี  ซึ่งพระสงฆ์ ฝ่ายคามวาสีก็คือ พระสงฆ์ที่อาศัยหรือสถิตย์จำพรรษาอยู่ในเขตเมือง และยังเป็นที่สถิตย์จำพรรษาของพระสังฆราชฝ่ายคามวาสีก็คือ  พระพุทธโกษาจารย์  ซึ่งในสมัยอยุธยานั้น   จะมีสมเด็จพระสังฆราชอยู่ ทีละ ๒ องค์ คือ องค์ที่ดูแล ฝ่ายคามวาสี คือ พระบ้านหรือพระที่สถิตย์จำพรรษาอยู่เขตเมือง  
 
และฝ่ายอรัญวาสี คือ พระป่าหรือพระที่สถิตจำพรรษาอยู่ที่ วัดนอกเขตเมือง ซึ่งหากพระอริยสงฆ์องค์ใดที่ได้รับพระราชทานตำแหน่งให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายคามวาสี จะต้องสถิตจำพรรษาอยู่ที่วัดมหาธาตุแห่งนี้
 
 
 
ตำแหน่งที่ตั้งของวัดมหาธาตุ
 
 
ตั้งอยู่ตำแหน่งที่ตั้งค่อนข้างจะตั้งอยู่กึ่งกลางของกลางเกาะอยุธยา หรืออยู่เชิงสะพานป่าถ่าน ทางทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ์
 
ประวัติของวัดมหาธาตุ
 
ประวัติความเป็นมานั้นก็คือ ตามพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ระบุว่า “เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงทรงเสร็จศึกจากทางเหนือ” เมื่อพระราชพงศาวดารกล่าวเช่นนั้น จึงได้มาตีความใหม่ โดยหนังสือบางเล่มนั้นกล่าว สร้างขึ้นในแผ่นดินขุนหลวงพระงั่ว
 
บางเล่มนั้นกล่าวว่า วัดนี้สร้างในสมัยพระราเมศวร จากหนังสือทั้งสองเล่มที่กล่าวมานั้นถูกทั้งคู่ อันเนื่องมาจากที่ว่า ในปี พ.ศ. ๑๙๗๔  พระพุทธเจ้าหลวงเสร็จศึกจากทางเหนือ เสร็จแล้วก็นุ่งขาวห่มขาวจำศีล ซึ่งเป็นธรรมเนียมโบราณของพระมหากษัตริย์ เมื่อทรงออกรบกลับมาจะต้องนุ่งขาวห่มขาวถือศีลเป็นระยะเวลาหนึ่ง อาจจะเป็น ๓ วัน ๗ วันก็สุดแล้วแต่
 
ในพระราชพงศาวดารได้กล่าวว่า เพลาประมาณ ๑๐ ทุ่ม เมื่อประทับอยู่ที่พระที่นั่งมังคลาภิเษกทอดพระเนตรเห็นดาวตก  จึงให้พระปลัดวังนำพระราชยานออกไปตรวจดูว่าดาวตกบริเวณใด แล้วให้ทำกรุยดินขึ้นบริเวณพื้นที่ที่เป็นดาวตก เพราะเห็นเป็นอัศจรรย์ใจ น่าจะมีพระธาตุอยู่บริเวณนั้น จึงให้พระปลดวังกรุยดินขึ้น
 
สรุปแล้วก็คือ สร้างในแผ่นดินของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ หรือ        ขุนหลวงพระงั่ว ในปี ๑๓๗๔  และใช้เวลาสร้างนานมาก เพราะว่าเป็นวัดขนาดใหญ่  จนกระทั่งสิ้นแผ่นดินของขุนหลวงพระงั่วก็เป็นลูกหรือ    พระราชโอรสของขุนหลวงพระงั่วขึ้นครองราชย์ ซึ่งครองราชย์ได้ ๗ วัน ก็เป็นสมเด็จพระราเมศวรขึ้นครองราชย์ต่อมา ดังนั้นวัดมหาธาตุแห่งนี้สร้างขึ้นสมัยแผ่นดินขุนหลวงพระงั่วแต่มาสร้างเสร็จในสมัยแผ่นดินของพระราเมศวร
 
ซึ่งก็คือ สามารถกล่าวได้ว่า จะสร้างในสมัยของขุนหลวงพระงั่ว หรือ สมเด็จพระราเมศวรก็ได้เช่นกัน และวัดนี้ก็เป็นวัดสำคัญที่อยู่คู่บ้านมาหลายยุคหลายสมัยจนกระทั่งถูกเผาทำลายเมื่อตอนเสีย           กรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒
 
 แผนผังของวัดมหาธาตุ

วัดนี้เป็นวัดขนาดใหญ่มาก แผนผังเป็นรูปสีเหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีพระเจดีย์ประธานอยู่ในแกนเดียวของวัด รูปแบบสถาปัตยกรรมของอยุธยาตอนต้น เจดีย์ประธานของวัดมักนิยมสร้างในรูปแบบพระปรางค์ มหาธาตุของวัดนี้นั้นเป็นพระปรางค์ที่ใหญ่โตมาก      

ดูได้จากภาพถ่ายเก่า  และดูจากฐานที่มีขนาดใหญ่โตมาก พระมหาธาตุนี้เป็นพระปรางค์ที่สร้างในสมัยอยุธยาตอนต้นก็จริง แต่ตามพงศาวดารได้กล่าวไว้ว่า ในสมัยของพระเจ้าทรงธรรม พระปรางค์องค์นี้ ยอดพระปรางค์นั้นได้ พังลงมาถึงชั้นครุฑ ชั้นครุฑคือชั้นแรกของเครื่องบนที่มีตุ๊กตาปูนปั้น เมื่อพังลงมาแล้วยังไม่ทันได้ซ่อม พระเจ้าทรงธรรมก็สิ้นพระชนม์

 ฐานองค์พระเจดีย์

จนมาถึงสมัยของพระเจ้าปราสาททอง ก็ได้ทำการซ่อมครั้งใหญ่ ดังนั้นเมื่อมีการซ่อมครั้งใหญ่ขึ้น พระปรางค์ที่เคยมีรูปแบบของพระปรางค์รุ่นแรก เมื่อซ่อมเสร็จก็ถูกปรับรูปแบบให้เป็นพระปรางค์รุ่นหลัง ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง

 พระปรางค์รุ่นแรก ซุ้มจตุรมุขด้านหน้ายื่นออกมายาวกว่าด้านอื่น กลีบขนุนประดับด้านบนเป็นตุ๊กตาปูนปั้น ระยะของกลีบขนุนนั้นห่าง

พระปรางค์รุ่นหลัง ซุ้มจตุรมุขนั้นยาวเท่ากันทุกด้าน กลีบขนุนนั้นเรียบ ไม่เป็นตุ๊กตาปูนปั้น ระยะของกลีบขนุนก็แนบชิดติดกัน

 
พระปรางค์นี้เดิมสร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนต้น และได้ตั้งอยู่คู่บ้านคู่เมืองมานานจนกระทั่งมาพังในสมัยอยุธยาตอนกลางช่วงปลายสุด และได้มาซ่อมในช่วงแรกของอยุธยาตอนปลาย ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง พระธาตุนี้ได้มีการเสริมชั้นอิฐเข้าไป เพราะว่าโครงสร้างเดิมนั้นศิลาแลง จากการซ่อมครั้งนี้ได้มีการเสริมอิฐเข้าไปทั้งสี่ด้าน จึงทำให้ซุ้มทั้ง ๔ ด้านนั้นยาวเท่ากันไม่มีมุขด้านไหนที่ยาวกว่าด้านอื่นเลย และได้มาซ่อมอีกครั้งในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
 
แต่หลังจากที่กรุงศรีแตก วัดนี้ก็ถูกเผาทำลาย พระปรางค์ที่ยังหลงเหลืออยู่ เหมือนกันพระปรางค์ในวัดราษฎร์บูรณะ และพระปรางค์นั้นก็เป็นพระปรางค์ที่สูงใหญ่ ซึ่งสูงใหญ่กว่าพระปรางค์ของวัดราษฎร์บูรณะอีก จากภาพถ่ายเก่ายังมีพระปรางค์องค์นี้สูงตระหง่านใหญ่โตมาก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ นั้นได้เกิดฝนตกหนัก ๓ วัน ๓ คืนและก็ทำให้พระปรางค์นั้นได้พังลงกองกับพื้นและก็ยังไม่ได้ซ่อม เพราะว่าการซ่อมโบราณสถานนั้นจะไม่ใส่ของใหม่เข้าไปเกิน ๑๐% จะพยายามเก็บสภาพเดิมไว้ให้มากที่สุด
 
วันที่ ๒๐ สิงหาคม ปี ๒๔๙๙ กรมศิลปกร นั้นได้ขุดแต่ง การขุดโบราณสถาน หรือโบราณคดีนั้นจะมีการขุดอยู่ ๒  อย่างก็คือ การขุดแต่ง และ     การขุดค้น จากการขุดแต่งในครั้งนั้น ทางกรมศิลปากรขุดโดยการเจาะช่องลงมาจนถึงชั้นล่าง หรือชั้นใต้ดินลึก ๓ เมตร และได้พบ แท่งที่มีรูปร่างคล้าย ๆ โม่ หรือคล้าย ๆ แท่งศิวลึงค์แต่มีฝาครอบ ทำด้วยหินทราย เมื่อเปิดฝาออกมาก็พบเจอ แผ่นศิลาฤกษ์ แผ่นเงิน แผ่นทองต่างๆ เป็นรูปใบไม้ รูปปลา รูปนก รูปเต่า ต่าง ๆ และยังได้พบพระบรมสารีริกธาตุ อยู่ในภาชนะที่ซ้อนกันอยู่ ๗ ชั้น ชั้นในเป็นแก้ว แก้วซ้อนอยู่ในทองคำ ทองคำซ้อนอยู่ในเงิน เงินซ้อนอยู่ในทองเหลือง ทองเหลืองซ้อนอยู่ในไม้ ก็ซ้อนในลักษณะนี้อยู่ ๗ ชั้น ซึ่งปัจจุบันก็จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ    เจ้าสามพระยา และสิ่งพบเจอนั้นก็แสดงให้เห็นและเป็นการยืนยันว่ามีพระมหาธาตุที่นี่ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพระนครศรีอยุธยา และภาพถ่ายเก่าเมื่อสมัยร้อยกว่าปีก็ยังคงอยู่ให้เห็น และก็พังลงมาในสมัยต่อ ๆ มา 
 
 
 
 
 
ภาพบัวหัวเสา
 
พระมหาธาตุองค์นั้นถูกล้อมรอบด้วยระเบียงคด เพราะว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของวัดนั้นจะล้อมรอบด้วยพระระเบียงคด ดังนั้นพระมหาธาตุเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของวัด จึงบอกได้ว่าพระมหาธาตุองค์นี้เป็นเจดีย์ประธานของวัดที่สำคัญที่สุดของวัด และสถาปัตยกรรมที่หลงเหลือให้เห็นอยู่ก็คือ “เสา” เสานั้น เป็นเสาแปดเหลี่ยม  แสดงว่ามีการซ่อมในสมัยพระเจ้าปราสาททอง เพราะหากเป็นอยุธยาตอนต้นนั้นเสาจะเป็น “เสากลม” มีบัวหัวเสาเล็กและสั้น

   

ภาพเสา


 ส่วนพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในระเบียงคดนั้นเป็นพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งแต่เดิมนั้นเชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งไม่ใช่ เพราะว่าแท้ที่จริงเป็นศิลปะของอยุธยาตอนต้น ซึ่กล่าวกันว่า พระพุทธรูปหินทรายนั้นเป็นพระพุทธรูปที่เป็นอันตรายมากที่สุด เพราะว่า ราคาของพระพุทธรูปนั้นจะดีมาก  ดีกว่าพระพุทธรูปที่เป็นปูนปั้นมาก ดังนั้นเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกก็ถูกขุด ถูกขโมย ถูกรื้อ ต่าง ๆ ทั้งมี การขุดรื้อโบราณวัตถุต่าง ๆ เพื่อนำไปขาย มากมาย

 

 

พระพุทธรูป

โดยเฉพาะเศียรพระนั้นก็ถูดตัดออกมากอง ๆ รวมกันไว้ เพราะร่องรอยการตัดนั้นบ่งบอกได้ว่าเป็นการตัดเพื่อการค้าโดยเฉพาะ เพราะร่องรอยการตัดนั้นจะดูเป็นรอยเรียบเนียนมาก หลังจากนั้นก็มีการขนออกไป ซึ่งตอนช่วงขนนั้นอาจจะมีการทำตกหล่น หลง หรือลืม หรืออะไรก็ไม่รู้ ซักอย่างที่ทำให้เหลือเศียรพระอยู่เศียรหนึ่ง วางอยู่โคนต้นโพธิ์เล็ก ๆ และต่อจากนั้นก็อาจจะมีหญ้าขึ้นมาบังตา จนกระทั่งเกิดปฏิหาริย์ขึ้นมาเมื่อต้นโพธิ์นั้นโตขึ้นมา ๆ และต้นโพธิ์นั้นก็ได้ค้ำเอาเศียรพระพุทธรูปจากพื้นขึ้น และ ไม่ได้ค้ำขึ้นมาอย่างปกติ แต่ค้ำแล้วห่อหุ้มเศียรพระเอาไว้ด้วย ถือว่าเป็น อัศจรรรย์อย่างหนึ่งของวัดมหาธาตุ


ภาพเศียรพระห่อหุ้มด้วยรากโพธิ์

(มีคำกล่าวเล่น ๆ ติดตลกว่า ต้องขอบคุณต้นโพธิ์   ที่เก็บรักษาวัตถุโบราณในประเทศเอาไว้แถมยังทำให้เป็นที่ทำมาหากินของมัคคุเทศก์อีกด้วย)ซึ่งเศียรพระองค์นี้ก็เป็นเศียรพระในสมัยของอยุธยาตอนต้น  หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าพม่าจะตัดเอาเศียรพระไปตั้งแต่สมัยการเสียกรุงครั้งที่ ๒   แต่ทางผู้รู้ก็ตอบว่าพม่าไปเอาไปแน่นอน  เพราะในยามศึกสงครามนั้นจะเอาไปเฉพาะสิ่งของที่มีมูลค่าทันที     เช่นแก้วแหวนเงินทอง จะไม่นำเศียรพระไปด้วยแน่นอน อีกทั้งเศียรพระ หรือองค์พระนั้น หากทำด้วยทองคำ  ก็จะเผาสำรอกเอาเฉพาะทองไปเท่านั้น   จะไม่นำองค์พระไปด้วยอย่างแน่นอน  เช่น   พระศรีสรรเพชญ์ เป็นต้น
 
(มีคำสอนจากท่านอาจารย์ว่า หากมีคนต่างชาติถามว่า ใครเอาเศียรพระไป ก็ให้ตอบแบบกลาง ๆ  ว่า  “สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาแล้วก็ขาดการดูแลรักษา   และถูกปล่อยให้เป็นสถานที่รกร้างมาเป็นระยะเวลานาน จนไม่สามารถทราบแน่ว่า มีผู้ไม่ประสงค์ดีคนใด   ได้ลักลอบนำเศียรขององค์พระไป” เพราะว่าหากจะตอบตรง ๆ ว่าคนไทยเป็นคนเอาไป ก็จะดูไม่ดีเพราะว่าดูจะทำให้เสื่อมเสียกับคนทั้งชาติ ว่าแม้โบราณสถานหรือโบราณวัตถุของตัวเองก็ยังไม่รักษา แต่หากบอกว่าพม่า เอาไปตั้งแต่การเสียกรุง ก็ผิดหลักอีก เพราะว่าเป็นการโกหก   เนื่องจากพม่าไม่ได้เอาไปดังนั้น
เราจึงต้องตอบแบบกลาง ๆ      เพื่อลดความรุนแรงทางความรู้สึกของชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวในเมืองไทย)
 
 
บนแกนด้านหน้าของเจดีย์ประธาน หรือพระมหาธาตุก็คือ วิหาร ซึ่งเป็นวิหารหลวง และมีบันไดที่ชักปีกลงมาจากด้านหลังของวิหาร   ซึ่งวิหารนี้ ระเบียงคดจะชักปีกออกจากด้านหลังของพระประธานในวิหารหลวง  ดังนั้นวิหารหลวงแห่งนี้จะต้องมีขนาดใหญ่โตมาก เพราะว่าจะต้องสร้างให้สมส่วนกับเจดีย์ประธานของวัดที่มีขนาดใหญ่โตมาก   และวิหารนี้หากร่องรอยแล้วจะเห็นว่าเป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยาตอนต้นและมีการซ่อมอยู่เป็นระยะ ๆ เพราะจากการมองเห็นผนังของวิหารหลวงนั้นจะเจาะเป็นช่องลมเล็ก ๆ ซึ่งการเจาะช่องลมเล็ก ๆนี้   จะเป็นลักษณะของรูปแบบของสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยาตอนต้นและตอนกลาง
 
 
 
 
ภาพผนังที่เจาะช่องลม
 
ส่วนผนังด้านนอกของช่องลมจะมีการทำเป็นปล้องคล้ายลูกมะหวด ก็เป็นร่องรอยการซ่อมของพระเจ้าปราสาททอง ดังเช่น ผนังด้านนอกของวัดหน้าพระเมรุ หรือ วัดไชยวัฒนาราม ที่มีผนังด้านนอกจะมีช่องลมที่มีลักษณะเป็นลูกมะหวด ยังมีเสาที่บอกได้ว่ามีการซ่อมในสมัยพระเจ้าปราสาททอง เพราะเสานั้นเป็นเสาแปดเหลี่ยม จึงป็นร่องรอยของการซ่อมแซมในสมัยพระเจ้าปราสาททอง (หากเป็นสมัยอยุธยาตอนต้นจะเป็นเสากลม)
 
 
 
 
ภาพแสดงเสา
 
 
 
 
 
ภาพผนังที่เจาะ
 
และพื้นของวิหารนั้น ทางกรมศิลปากร นั้นได้ขุดแต่ง และเปิดพื้นขึ้นมา เพื่อให้เห็นร่องรอยของพื้นด้านบนนั้น ทับพื้นอีกชั้นของพื้นวิหารชั้นล่าง  ซึ่งพื้นอีกชั้นนั้นก็ทับพื้นชั้นที่ ๓ ลงไป ดังนั้นจึงสรุปได้ว่ามีการซ่อมแซมทับ ๆ กันไป ทับกันไป ส่วนแกนเดียวกัน เรียกว่า แกนชอนตะวัน ด้านหลังจะเป็นพระอุโบสถ และเป็นพระอุโบสถที่มีขนาดใหญ่โตมาก เพื่อล้อรับพระมหาเจดีย์
 
และที่รู้ว่าเป็นพระอุโบสถ เพราะว่ามีใบเสมาขนาดกลางอยู่รอบ ๆ อาคาร และใบเสมานั้น ทำจากหินทราย และไม่ได้ปักลงพื้น แต่จะมีฐานเตี้ยๆ มารองรับใบเสมานั่นเอง ใบเสมาที่มีฐานเตี้ย ๆ มารองรับนั้นเป็นรูปแบบของศิลปะอยุธยาตอนกลาง (หากเป็นศิลปะของอยุธยาตอนต้น ใบเสมาจะเป็นหินชนวนขนาดใหญ่ ปักลงกับดิน หากเป็นศิลปะของอยุธยาตอนปลายนั้นใบเสมาจะมีขนาดเล็กปักอยู่บนฐานที่สูงขึ้นมาจากพื้น ถ้าเป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์นั้นใบเสมาขนาดเล็ก และจะมีหลังคาหรือบุษบกครอบใบเสมาอีกที) 
 
 
 
ภาพใบเสมา
 
 และเนื่องจากว่าวัดนี้เป็นวัดขนาดใหญ่มากจึงมีเจดีย์ราย และวิหารรายเยอะมาก (เจดีย์รายคือเจดีย์ขนาดเล็ก ๆ อยู่รอบ ๆ วัด และวิหารรายนั้นก็คือวิหารขนาดเล็ก ที่ตั้งอยู่รอบ ๆ วัดเช่นกัน) และเราก็ไม่ทราบว่าวิหารนั้นชื่อว่าอะไร เพราะว่าไม่ได้ถูกเขียนไว้ในพงศาวดาร และพระพุทธรูปนั้นเราก็ไม่ทราบว่าเป็นพระพุทธรูปปางอะไรหรือชื่อว่าอะไร เพราะว่าไม่เหลือร่องรอยอะไรให้เราได้ศึกษา เพียงทราบแต่ว่า อาคารเหล่านั้นเป็นวิหารแน่นอน เพราะ    พระอุโบสถนั้นอยู่ด้านหลังแล้ว ดังนั้นวิหารที่อยู่รอบ ๆ นั้นเราจึงเรียกว่าวิหารราย
 
นอกจากวิหารรายแล้วเรายังมีเจดีย์ราย  เจดีย์รายก็คือ เจดีย์ ขนาดเล็ก ๆ ที่เรียงรายอยู่บริเวณวัด และเจดีย์รายนั้นเป็นศิลปะที่ปะปนกันอยู่หลายศิลปะด้วยกัน เช่น เจดีย์ที่รับอิทธิพลจากศิลปะแบบขอม เจดีย์แปดเหลี่ยมนั้นรับอิทธิพลจากจีน นอกจากอิทธิพลจากจีนแล้วก็ยังมีอิทธิพลจากศิลปะล้านนา เนื่องจากตุ๊กตาปูนปั้นที่ประดับอยู่กับเจดีย์นั้นจากการศึกษาลวดลายแล้วเป็นศิลปะในยุคสมัยเดียวกันกับศิลปะในสมัยของพระเจ้าติโลกราชของอาณาจักรล้านนา ดังนั้นเจดีย์ที่ว่านี้จึงเป็นเจดีย์  ที่รับอิทธิพลมาจากศิลปะล้านนา อีกทั้งยังได้รับอิทธิพลจากลังกาอีกด้วย หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมศิลปะทั้งหลายต่าง ๆ เหล่านี้จึงมารวมกันได้? 
 
คำตอบก็คือ ศิลปะนั้นเกิดจากการรวมตัวกันเนื่องจากการกวาดต้อนหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Captive คือการที่เมื่อรบชนะหรือทำ     การศึกสงครามชนะ ฝ่ายที่ชนะก็จะกวาดต้อนเอาผู้คนจากฝ่ายที่พ่ายแพ้มาและเมื่อนำผู้คนเข้ามาศิลปะวัฒนธรรมต่าง ๆ ก็จะเข้ามาด้วยและนั่นก็คือเหตุผลว่าทำไมศิลปะต่าง ๆ จึงมารวมกันอยู่ที่อยุธยา แต่ศิลปะที่มารวมกันได้นั้นก็ไม่ใช่เกิดจาการศึกสงครามอย่างเดียวหากแต่อาจจะเกิดจากการค้าขายแลกเปลี่ยนหรือติดต่อกันโดยอาจจะถือโอกาสนี้ศึกษาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมก็เป็นไปได้
 

 ดังนั้นรายละเอียดของวัดมหาธาตุก็จะกล่าวโดยสังเขป ดังนี้ อย่างน้อยก็คือสิ่งที่เราได้รับรู้ ก็คือ เป็นวัดที่ยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองทางสถาปัตยกรรมมาก่อน ในส่วนของการศึกที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นก็คงได้รู้เพื่อเป็นบทเรียน ไม่ใช่จะเอาเรื่องไปเป็นข้อโต้แย้งในสังคม สิ่งที่พยายามที่จะแทรกให้เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ในเรื่องของสถาปัตยกรรมที่หลงเหลือที่ยังหลงเหลืออยู่นั้น ก็เพื่อจุดประสงค์ให้ผู้ที่จะไปท่องเที่ยวนั้น มีจุดที่น่าจะไปดูหรืออาจจะกล่าวได้ว่า การท่องเที่ยวทางโบราณสถานนั้น หากเราไม่ทราบอะไรเลยเราอาจจะเกิดความเบื่อหน่ายได้ง่าย แต่หากจะเรารู้ประวัติหรือรู้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมบ้าง จะทำให้การท่องเที่ยวของเรานั้นสนุกสนาน และได้ความรู้เพิ่มเติมจากการไปท่องเที่ยวบ้าง

 
ที่มาของข้อมูล ได้จากการเรียนของหลักสูตรอบรมมัคคุเทศก์ทั่วไป (ต่างประเทศ) รุ่นที่ ๒๐ ของมหาวิทยาลัยบูรพา สอนโดยอาจารย์สุระชาติ สวนทรัพย์
 
 
 
 
ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่5

            Credit http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=News&file=article&sid=1395

ในปัจจุบัน หากใครไปเที่ยววัดมหาธาตุที่อยุธยาคงได้เห็นว่าปรางค์ประธานของวัดมหาธาตุมีเหลืออยู่แต่เพียงส่วนล่างของเรือนธาตุลงมาเท่านั้น พระปรางค์องค์นี้ตาม  พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ  กล่าวว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) และได้มีการปฏิสังขรณ์ครั้งหลังสุดในรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง หลักฐานเพียงชิ้นเดียวเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันของรูปร่างหน้าตาพระปรางค์องค์นี้ คือภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่ถ่ายจากทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวัด แลเห็นปรางค์ประธาน คือองค์สูงที่สุดที่อยู่ด้านหลัง

จากเอกสารในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เรื่องพระปรางวัดมหาธาตุกรุงเก่าหักพัง” (เอกสารกระทรวงศึกษาธิการ รัชกาลที่ ๕ ร. ๕ ศ.๖/๒๐) ระบุว่า พระปรางค์องค์นี้ทลายลงมาในเวลาห้าโมงเช้า ของวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗) และคงถูกทิ้งไว้ในสภาพเช่นนั้นมาจนบัดนี้

[ตัดตอนจาก เมื่อพระมหาธาตุล้มวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๐ ฉบับที่ ๒ (เมษายน มิถุนายน ๒๕๓๗), หน้า ๑๔๕

 

เกร็ดความรู้ในเรื่องของอาคารต่าง ๆ ในวัด
 
พระอุโบสถ หรือ โบสถ์ คือ สถานที่สงฆ์นั้นทำสังฆกรรมร่วมกัน

 วิหาร คือ อาคารที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปในวัดนั้น ซึ่งในสมัยก่อนนั้น ผู้คนให้ความสำคัญกับโบสถ์มากกว่าวิหาร เพราะว่า ผู้คนในสมัยก่อนมองว่าวิหารนั้นผู้คนสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ในพระศาสนาได้มากกว่าพระอุโบสถ ซึ่งจะกระทำได้เฉพาะพระสงฆ์เท่านั้น

 เจดีย์ประธานของวัด คือสิ่งที่ก่อสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการตัวแทนในการระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า โดย เจดีย์นั้นจะแบ่งได้เป็น ๔ แบบคือ
๑ พระธาตุเจดีย์ คือ เจดีย์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือ พระธาตุ เช่นพระธาตุพนม พระธาตุดอยสุเทพ บรมบรรพต         (ภูเขาทอง) วัดสระเกศ ฯลฯ
๒ พระธรรมเจดีย์มีผู้สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นจากการที่ทรงมีพุทธดำรัสก่อนพุทธปรินิพพานว่าพระธรรมวินัยจักเป็นศาสดาแทนพระองค์จึงเกิดมีการคิดจารึกพระธรรมลงบนวัตถุแล้วนำมาบูชาแทนพระธรรม เช่น พระไตรปิฎกหนังสือธรรมะ ฯลฯ
๓ บริโภคเจดีย์ คือ สถานที่หรือสิ่งของทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า เช่นสังเวชนียสถานทั้งสี่ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธบริขาร ฯลฯ
๔ อุเทสิกเจดีย์ คือสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย โดยไม่มีการกำหนดรูปแบบอย่างชัดเจนเช่น พระพุทธรูป พระผง พระเครื่อง     พระพุทธบาท ฯลฯ
 
ดังนั้นจึงกล่าวพอเป็นเกร็ดเล็กน้อย เพื่อเป็นสังเขปครับ ยังไงก็ขอให้มีความสุขกับการเที่ยวโบราณสถานน่ะครับ......คนเรียนไกด์

 

 

 

 

 

 

 

 

 


งานศิลปกรรมเงิน ตามรอยเครื่องเงินวัวลายของไทยและกรุสมบัติเครื่องเงินในต่างประเทศ    อุทกภัยในประเทศไทย ครั้งร้ายแรงทีสุด พ.ศ. 2554 ผลกระทบหนักที่สุดอยู่ที่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา รวมไปถึงที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง
blog comments powered by Disqus




สร้อยคอแฮนด์เมด(ทำมือ) จากขยะรีไซเคิล
สร้อยคอรีไซเคิล งานแฮนด์เมด (ทำมือ) 15 แบบ ไม่ซ้ำกัน สวยงาม ไอเดียดี ประหยัด ทำเองได้ใช้ใส่ออกงานได้จริง ที่สำคัญคือ ช่วยลดขยะโลก
อ่านทั้งหมด...












 




หมวดฮิต & คำฮอต >>

> อัญมณี ลูกปัดและเครื่องประดับ :ลูกปัด ลูกปัดโบราณ หินสี อัญมณี อัญมณีประจำวันเกิด อัญมณีประจำราศี
> สวนสวย จัดสวนสวย การจัดสวนเอง : จัดสวน สวนสวย จัดสวนหน้าบ้าน จัดสวนหย่อม ต้นไม้ บ้านและสวน
> ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องเที่ยวต่างประเทศ : ท่องเที่ยวไทย ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องเที่ยวต่างประเทศ
> พระเครื่องและวัตถุมงคล : พระเครื่อง พระเครื่องทั่วไทย พระเครื่องสายใต้ พระเครื่องมากมาย
> สุขภาพและความงาม : สุขภาพ สุขภาพจิต สุขภาพน่ารู้ บำรุงผิวหน้า สุขภาพดี หน้าใส ผิวขาว
> อาหาร เมนูอาหาร เมนูอาหารไทย : อาหารไทย อาหารเพื่อสุขภาพ เมนูอาหาร ไข่ ปลา ไก่
> ศิลปะ การออกแบบ : ศิลปะไทย ศิลปะตะวันตก ศิลปะร่วมสมัย ออกแบบเสื้อ ออกแบบโลโก้ ออกแบบสวน


> การศึกษา การฝึกอบรม : เรียนต่อต่างประเทศ เรียนภาษาอังกฤษ อังกฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น รับตรง สอบตรง โควตา ทุนเรียนต่อ เรียนต่อโท เรียนต่อปริญญาเอก เรียนต่ออเมริกา
> วัฒนธรรม บันเทิง ดารา : วัฒนธรรมไทย ญี่ปุ่น บันเทิงดารา เกาหลี ไทย บันเทิงเอเชีย ข่าวบันเทิง
> เพลงใหม่ หนังใหม่ : เพลงใหม่ เพลงใหม่ล่าสุด ฟังเพลงใหม่ ฟังเพลงใหม่ล่าสุด หนังใหม่
> ดูทีวีออนไลน์ ฟังวิทยุออนไลน์ : ดูทีวีออนไลน์ ดูทีวีย้อนหลัง วิทยุออนไลน์ ฟังวิทยุออนไลน์
>ดูดวง : ดวง ดูดวงความรัก ดูดวงเนื้อคู่ ดูดวงวันเกิด ดูดวงตามวันเดือนปีเกิด ดูดวงบ้านเลขที่ ดูดวงการงาน ดูดวงตามพรหมชาติ
> งานสร้างสรรค์ งานประดิษฐ์ ไอเดีย >ทำนายฝัน ทำนายความฝัน> งานราชการ > รับสมัครงาน
 








หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | บริการ | สินค้า | สมาชิก | เว็บบอร์ด | งานประดิษฐ์ สร้างสรรค์ไอเดีย | ความรู้ | ติดต่อโฆษณา
บทความ >อัญมณี ลูกปัดและเครื่องประดับ >สวนสวย จัดสวน การจัดสวนเอง >ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องเที่ยวต่างประเทศ >พระเครื่อง วัตถุมงคล พระเครื่องทั่วไทย
>สุขภาพและความงาม >อาหาร เมนูอาหาร เมนูอาหารไทย >ศิลปะ การออกแบบ >การศึกษา การฝึกอบรม >วัฒนธรรม บันเทิง ดารา

ดูดวง >ดูดวงรายเดือน >ดูดวงบ้านเลขที่ >ดูดวงตามพรหมชาติ >ดูดวงความรัก >ดูดวงเนื้อคู่ >ดูดวงวันเกิด >ดูดวงตามวันเดือนปีเกิด
ทำนายฝัน >ฝันเห็นคนและกิริยาอาการ >ฝันเห็นสัตว์ต่างๆ >ฝันเห็นสิ่งของและสถานที่ >ฝันเห็นสิ่งอื่นๆ
เว็บบอร์ด >ประกวดทั่วไทยทั่วโลก >ศึกษาต่อในประเทศและต่างประเทศ รับตรง โควตา ข่าวทุนการศึกษา >สมัครงาน รับสมัครงานราชการ
รับสมัครงานรัฐวิสาหกิจและงานเอกชน >งานฟรีแลนซ์ >ท่องเที่ยวทั่วไทย >ท่องเที่ยวต่างประเทศ >อาหารการกิน > ตากล้อง >จัดสวนสวย > รักษ์โลก
>ข่าวด่วน ฝากข่าว >รักสุขภาพ ความสวย ความงาม > พระเครื่อง ของสะสม >ไอเดียสร้างสรรค์และโชว์ฝีมือ >เครื่องประดับ ลูกปัด หินสี และอัญมณี >ศิลปะออกแบบ
>วัฒนธรรมบันเทิงดารา ข่าวบันเทิง >เพลงใหม่ หนังใหม่ >ดูทีวีออนไลน์ฟัง วิทยุออนไลน์

E-mail : rayabeading@yahoo.com , rayabeading@hotmail.com Tel: 089-6461093   Copyright©2010-2011 Rayabeading.com. All rights reserved.