เว็บบอร์ด >อัญมณี >จัดสวน >ท่องเที่ยว >เมนูอาหาร >ทุนศึกษาต่อ >รับตรง >พระเครื่อง >ศิลปะการออกแบบ >สุขภาพ >บันเทิงดารา >สมัครงาน >งานราชการ >ข่าวด่วน >ฝากข่าวฟรี
 หน้าแรก | สินค้า | งานประดิษฐ์ | ลูกปัดอัญมณี | จัดสวน | เมนูอาหาร | ท่องเที่ยว | พระเครื่อง | ดูดวง | ทำนายฝัน | เพลงใหม่ | ดูทีวีออนไลน์ | ฟังวิทยุออนไลน์ | ติดต่อโฆษณา





 
free counters

facebook rayabeading
twitter rayabeading

    Articles
เรื่องเล่าจากคนไข้..........เมื่อต้องผจญภัยในโรงพยาบาล..
วันเสาร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2555 เวลา : น.

เรื่องเล่า …เมื่อต้องผจญภัยใน “โรงพยาบาล” 
                                                           

โดย.. คนไทยใจเย็น

 

มีเรื่องต้องโรงพยาบาลตลอด ด้วยโรคที่”หากปล่อยไว้ต้องตายสถานเดียว” แต่”ถ้าได้รับการรักษา(อาจจะ)ตายช้าหน่อย”เลยเลือกที่จะรักษาตัว เพราะดูอายุแล้วหากไม่ป่วยไข้คงจะยังไม่ตายในเร็วๆนี้ชัวร์ค่ะ

 

Sunflower

จะเล่าเรื่องสลับกับภาพดอกไม้สวยๆบ้างนะคะ ภาพที่นำมาลงไว้ทุกภาพไม่เกี่ยวข้องกับงานเขียนค่ะ คือเล่าเรื่องเครียดๆแล้วก็อยากให้ดูภาพสลับกันเพื่อความผ่อนคลายน่ะค่ะ

ค่ะเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมา เลยเขียนเรื่องประสบการณ์จริงในโรงบาลมาเล่าสู่กันฟังดีกว่า ไม่ได้เจตนาว่าร้ายใครให้เสื่อมเสีย แค่ยกตัวอย่างถึงข้อบกพร่องที่ได้พบมาเล่าสู่กันอ่าน  ถึงแม้จะเป็นเสียงเล็กๆ แต่หากไปสะกิดใครบางคนให้ยุติพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ให้มีสำนึกด้านดีขึ้นมาบ้าง  แค่นี้ก็ยินดีแล้วค่ะ  ในขณะเดียวกันก็ยกย่องชมเชยสิ่งดีๆที่ได้พานพบจากในเขตรั้วโรง’บาลมาเพื่อเป็นกำลังใจแก่บุคลากรที่ทำดีอยู่แล้วได้มีกำลังใจในการทำดีต่อไปค่ะ

สำหรับผู้เขียนเองนั้นก็เป็นแฟนคลับของโรงพยาบาลของรัฐมานานแล้วค่ะ(ยิ่งมีระบบการรักษาแบบเบิกจ่ายตรงเพิ่มเข้ามา ความเป็นแฟนคลับก็เหนียวแน่นยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ!) และผู้เขียนก็ยังเชื่อมั่นในเรื่องการรักษา เครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆตลอดจนถึงบุคลากรไม่ว่าแพทย์หรือพยาบาลของรัฐ 

และใช่ว่าโรงบาลเอกชนรักษาไม่ดีนะคะ แค่ผู้เขียนไม่สะดวกจ่ายตังค์แค่นั้นเองค่ะ!!!

คลินิกก็ใช้บริการบ่อยค่ะ โรคที่ไม่หนักหนา สาหัสสากรรจ์เช่น ไข้หวัด ท้องเสีย ก็มีบ้างใช้บริการคลินิกค่ะ เพราะเป็นทางด่วนของมนุษย์เงินเดือนเป็นอย่างดีน่ะค่ะ แต่ถ้าหากมีอาการของโรคที่คิด
ว่าต้องมีการรักษาต่อเนื่อง มันอาจจะร้ายแรงถ้าหากชักช้าก็จะพุ่งเป้าไปรักษาที่โรงพยาบาลค่ะ

ก็ เป็นที่ทราบกันดีค่ะว่าแพทย์ พยาบาลที่ผลิตจากไทยแลนด์มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับกันมากกว่าบุคลากรด้านนี้ที่ผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศเลยทีเดียวค่ะ

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ   (อโรคยา ปรมาลาภา)  หลายคนบอกไม่จริ๊ง ไม่จริง 

“ความไม่มีลาภต่างหากที่เป็นโรคอันประเสริฐ !”

  ผู้เขียนคิดว่า  คนที่จะรู้ซึ้งถึงพุทธภาษิตบทนี้ต้องเป็นคนที่เคยโดนกับตัวเองจนแทบเอาชีวิตไม่รอดเท่านั้นถึงจะซึ้งกับมัน  คนรวยหลายคนพบว่าเงินหลายสิบล้าน ร้อยล้านพันล้าน ไม่สามารถซื้ออาการเจ็บป่วยหรือความทุกข์ทรมานจากโรคร้ายให้หายได้ 

ในขณะเดียวกันคนที่ไม่มีลาภ ไม่ร่ำรวย มรดกตกทอดจากบรรพบุรุษมีแค่ความจนเท่านั้น ถ้าหากมีสุขภาพดี ทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยสองมือของเรา  เชื่อเถอะค่ะว่าสุขภาพดีไม่มีขาย ใครอยากได้ต้องออกกำลังกาย ต้องปฏิบัติตนให้เป็นคนมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง และต้องระมัดระวังหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทุกชนิดที่จะทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยจากโรคต่างๆค่ะ

หลายคนที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว อาจจะยังไม่เห็นความจำเป็นของการหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพ แต่เมื่อย่างเข้าสู่วัย สี่สิบต้นๆคุณจะพบว่ามันเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเมื่อย่างเข้าสู่วัยนี้ บรรดาโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายแหล่จะเริ่มตบเท้าเข้ามารายงานตัวกับคุณ โดยที่คุณไม่ได้เชื้อเชิญ

เริ่มจากโรคยอดฮิต เบาหวาน ความดัน หัวใจ มาแบบยกทีมก็มีค่ะ  หรือโรคบางโรคที่คุณเห็นว่าเล็กน้อยเช่นโรคกระเพาะอาหาร พอเวลาผ่านมาเนิ่นนานโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง มันก็พัฒนาการกลายเป็นมะเร็งไปโน่น หรือเมื่อก่อนเคยเป็นไฝเม็ดเล็กๆเผลอๆกลายพันธ์กลายเป็นมะเร็งก็มีตัวอย่างกันเยอะๆ

ส่วนผู้ที่เคยสูบบุหรี่จัด เผาปอดกันตั้งแต่วัยรุ่น พอย่างเข้าวัยสี่สิบกว่าๆมะเร็งปอดหรือโรคถุงลมโป่งพองก็มาเยือน  หรือบางคนดื่มเหล้ามานาน ย่างเข้าวัยนี้ก็มีโรคตับแข็งมาเยือน  หรือไม่ก็พิษสุราเรื้อรังเสียผู้เสียคนกันมานักต่อนัก  สุดท้ายก็เสียชีวิต

 หรืออาการที่เป็นเป็นก้อน(ซีสต์)วันดีคืนดีก็กลายเป็นมะเร็งไปซะงั้น!

ผู้หญิงที่ไม่เคยเช็คมะเร็งปากมดลูก พอเริ่มออกอาการ ไปหาหมอก็เข้าระยะที่โรคร้ายลามเข้าต่อมน้ำเหลือง รักษาไม่หายซะแล้ว

หรือมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชายวัยกลางคนก็น่ากลัวค่ะ

ถึงแม้จะมีการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ให้ทุกคนหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพ ระมัดระวังเรื่องปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ให้ตรวจเช็คสุขภาพประจำปีก็ตาม แต่หลายคนก็ไม่ได้ใส่ใจ ด้วยข้ออ้างไม่มีเวลา เมื่อเชื้อโรคพัฒนาเข้าสู่ระยะที่เกินจะเยียวยารักษา ก็มานั่งนึกเสียใจ เข้าทำนอง “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา”ก็หลายรายทีเดียว

 

Rosa ulba

By Kurt Stueber

ผู้เขียนก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ก่อนโน้นไม่ค่อยใส่ใจเรื่องสุขภาพ ด้วยข้ออ้างเหมือนหลายๆคนคืองานยุ่ง ไม่มีเวลา แต่ก็มีความโชคดีอยู่บ้างตรงที่ผู้เขียนไม่เคยเป็นโรคเบาหวาน  ความดัน หัวใจ หรือโรคอื่นๆโรคทางอายุรกรรมให้ต้องไปทำการรักษาที่แผนกนี้เลยค่ะ โรคติดต่อหรือโรคน่ารังเกียจก็ไม่เคยเป็นค่ะ

แต่ก็ไม่ได้โชคดีกว่าคนอื่นหรอกนะคะ เพราะพออายุย่างเข้าวัย 31 ปีเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนก็ต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยครั้งด้วยโรคที่ต้องรักษาทางด้านศัลยกรรม  ไม่ว่าศัลยกรรมทั่วไป ศัลยกรรมกระดูก หรือสูตินรีเวชที่ลงท้ายต้องใช้การผ่าตัด  แต่ก็แคล้วคลาดรอดตายมาทุกครั้ง

ลองอ่านตัวอย่างโรคทางศัลยกรรมที่ผู้เขียนเคยเป็นมาแล้วสิคะ

เริ่มจากวัยสามสิบต้นๆผู้เขียนได้ไปเช็คมะเร็งปากมดลูกตามที่เค้ารณรงค์ให้คนวัยนี้ไปเช็คตรวจปีละครั้ง  จริงๆแล้วก็สบายดีไม่ได้มีอาการอะไร แต่ผลตรวจออกมาแทบเป็นลมน่ะค่ะะ  หมอบอกว่าฮอร์โมนผิดปกติ ถ้าปล่อยไว้ กรณีของผู้เขียนนี่เวลาอายุเข้าวัย 45 อัพ จะมีสิทธิ์เป็นมะเร็ง 25%   หมอเสนอวิธีรักษา 2 วิธีให้เลือกคือ

 1 ตัดมดลูกทิ้ง
2 ฉืดยาปรับฮอร์โมนหรือขูดมดลูกตามระยะเวลาและจำนวนครั้งที่หมอกำหนด

 ผู้เขียนตัดสินใจเลือกวิธีที่สองค่ะ หมอก็รักษาให้จนฮอร์โมนปกติก็ใช้เวลา 1 ปีพอดี ยอมขึ้นเขียงผ่าตัดทั้งๆที่ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยเลยจริงๆค่ะ
ส่วนปีหลังๆก็ตรวจหามะเร็งทุกปีค่ะ

หลังจากนั้นก็มีโรคอื่นๆตามมาให้รักษาอีกเยอะเลยค่ะ แก้วหูแตกจากอุบัติเหตุต้องผ่าตัดเปลี่ยนแก้วหูใหม่ก็เคยมาแล้ว  ,หลอดเสียงแตกเพราะต้องทำงานเกี่ยวกับการใช้เสียงเยอะก็เป็นมาแล้ว,  เอ็นร้อยหวายอักเสบ, เอ็นอักเสบ หรือนิ้วล็อค เป็นมาช่ำชองค่ะ

ในชีวิตผู้เขียนก็รอดตายด้วยมือหมอมาก็หลายครั้ง  เอ! แล้วจะมานินทาหมอหาสวรรค์อะไร   นั่นน่ะสิ!  ขอนิดเดียวน่า! ก็แค่เล่าสู่กันฟังในบางเรื่องที่เห็นว่าหมอหรือคนในโรง’บาลไม่ควรทำน่ะค่ะ

สรุปนะคะ ว่าผู้เขียนมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วยมาเยอะพอดูเพราะเคยสัมผัสมาหลายโรค โดยเฉพาะโรคทางด้านศัลยกรรม  ก็เก็บเกี่ยวหลายสิ่งหลายอย่างเอาไว้มากพอสมควร เลยอยากแบ่งปันคนอื่นๆบ้าง ผูเขียนอาจว่าตรงๆไปบ้างแต่ไม่ได้นินทาค่ะ ส่วนที่คนทำดีก็ชมเชยไว้เสร็จสรรพค่ะ  ส่วนที่ไม่ประทับใจไม่ได้เอ่ยชื่อไว้ก็พยายามอย่านำไปเชื่อมโยงนะคะ เรื่องที่เล่าอาจจะเกิดขึ้นที่อื่นน่ะค่ะ

ผู้เขียนเองก็มีเพื่อนสนิทเป็นพยาบาลค่ะ นี่ถ้ามันมาเห็นและได้อ่านล่ะก็  บอกได้คำเดียวว่า ผู้เขียนเละแน่ๆค่ะ แต่บอกตรงนี้ได้เลยว่าเพื่อนของผู้เขียนและบุคลากรอื่นๆอีกหลายๆคนเป็นคนดีค่ะ   …….. เฮ้อ! ค่อยโล่งอกหน่อยค่ะ….
 



โดนหมอวีนใส่

ประมาณสองเดือนที่แล้วผู้เขียนเข้ารับการรักษาโรคเกือบล่าสุด(ยังมีโรคถัดจากโรคนี้เป็นโรคล่าสุดเพิ่งเป็นสดๆร้อนๆ)ที่โรงบาลแห่งหนึ่งกับหมอคนหนึ่ง ค่ะ   (ให้ตายผู้เขียนก็ไม่บอกชื่อค่ะ
ฮา ฮ่า)  หมอซักถามอาการแล้วบอกว่านอนโรงพยาบาลเลยนะ ต้องผ่าตัด  ก็ตกใจมากเพราะมาโรงพยาบาลคนเดียวและไม่ได้เตรียมตัวมานอน  และเห็นว่าโรคที่เป็นอยู่ไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดต้องผ่าตัดด่วน อีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้เขียนจำเป็นต้องเข้ากรุงเทพฯ ในวันถัดจากวันนั้นอีก 2 วัน  จองตั๋วเครื่องบินไปกลับไว้แล้วด้วย  ผู้เขียนเลยเรียนหมอด้วยความเกรงใจและด้วยความเคารพตามเหตุผลดังกล่าวละขอเลื่อนการผ่าตัดไปอีก 1 สัปดาห์

ทราบมั๊ยคะว่าเกิดอะไรขึ้น?  ผู้เขียนแทบช็อคตกเก้าอี้เลยค่ะ หมอจากที่พูดจาดีๆ พอผู้เขียนขอเลื่อนเวลา ก็แสดงความกราดเกรี้ยว ใช้มือขยุ้มกระดาษที่กำลังเขียนและขว้างไปที่ผนังห้อง  ออกอาการไม่ได้ดั่งใจ ตะโกนใส่ผู้เขียนว่า "งั้นไม่ต้องผ่าตัดแล้วไม่นัดด้วย เอายาไปทานยาหมดก็มารับเพิ่ม แต่ไม่ต้องจัดกระเป๋ามา  ไม่ผ่าตัดให้แน่นอน" แล้วก็เรียกพยาบาลเข้ามาบอกพยาบาลว่า "หมอจะผ่าแล้วไม่ยอมผ่าจะเลื่อนเวลา ไม่ผ่าให้แล้ว"  หมอก็เขียนใบสั่งยา

และผู้เขียนก็มานั่งนอกห้องเพื่อคอยพยาบาลกรอกข้อมูลต่างๆ พยาบาลคนนี้ตอนแรกแกก็พูดดีนะคะ แต่พอหมอแสดงอาการกราดเกรี้ยวผู้เขียนแกก็เอากับเขาด้วยค่ะ แกก็บ่นๆๆๆๆ ผู้เขียนก็เฉยๆเพราะรู้ดีว่าในสถานการณ์นี้เหมือนลูกไก่ในกำมือต้องยอมไปก่อน ถึงแม้เราไม่ผิดก็ตาม  หลังจากบ่นจนพอใจพยาบาลก็บอกว่า "น้องน่ะโลเล หมอไม่ผ่าให้แล้วนะ ไม่ให้ใบนัดด้วย  ทานยาตามหมอสั่ง ยาหมดก็มารับเพิ่มในวันที่หมอมีเวรตรวจคือให้ตรงกับวัน……" ซึ่งผู้เขียนก็รับปาก

แต่สอบถามพยาบาลว่า "ในเมื่อนัดให้มาพบอีกครั้งทำไมคุณไม่ให้ใบนัด" (เพราะผู้เขียนนึกเห็นสภาพคนที่ไม่มีใบนัดแล้วก็นึกสยองน่ะค่ะ)พยาบาลก็อ้ำๆอึ้งๆ และแล้ว แกคงจะมีความปราณีหลงเหลืออยู่บ้าง สุดท้ายผู้เขียนก็ได้ใบนัดมาค่ะ

พบหมอคนเดิม(ที่เคยวีนใส่)เป็นครั้งที่ 2

ผู้เขียนขอเล่าเรื่องหมอขี้โมโหต่อนะคะ  หลังจากผู้เขียนทานยาครบก็มาพบหมอคนเดิมในสัปดาห์ต่อมา  ทางสะดวกขึ้นนิดนึง เพราะมีใบนัดที่ตื๊อมาได้  คราวนี้เตรียมตัวมาอย่างดีเพื่อรองรับอารมณ์บ่จอยของหมอ เข้าห้องตรวจปั๊บ  คราวนี้ผิดคาดแฮะ! หมอคนนั้นมีท่าทีเป็นมิตรมากขึ้น ก็ซักว่าทานยาค่อยยังชั่วขึ้นมั๊ย   ก็โกหกว่าค่อยยังชั่ว(ก็โรคนี้อยากหายขาดต้องผ่าตัดสถานเดียว หมอน่าจะรู้ดี) คราวนี้ พูดดีขึ้น ไม่เหมือนวันก่อนเลยที่ตวาดเราแทบหงายหลัง   

ก็เออๆออๆตามที่หมอว่า  แต่ในใจคิดว่า การมาพบหมอคนนี้วันนี้เป็นครั้งสุดท้าย มาเอายาไปทานต่อ คอยจังหวะเพื่อจะเข้ารักษาตัวที่กรุงเทพฯต่อต่างหากล่ะ คิดว่าครั้งเดียวก็เกินพอสำหรับการโดนวีนใส่ ถึงวันนี้พูดดีก็ไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจอีกต่อไป  ผู้เขียนไม่มีทางไว้วางใจให้คนมีอารมณ์แปรปรวนแบบนี้มาทำการรักษาในช่วงที่กำลังวางยาสลบอย่างเด็ดขาด เกิดวีนใส่พยาบาลในช่วงกำลังผ่าตัดรักษาเรา เรามิตายคาเขียงเหรอ 

เข้าใจนะคะว่าอาชีพหมอเนี่ย! เครียดเหมือนกัน งานเยอะ ไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน ไหนจะงานที่คลินิกอีกล่ะ อยากจะขอร้องทั้งหมอและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ชอบวีนใส่ผู้ป่วยทุกคนค่ะ ว่าหากคุณเหนื่อยคุณล้า ไม่พึงพอใจกับอาชีพที่คุณเลือกเองและกำลังทำอยู่ทำไมคุณไม่ลาออกล่ะคะ  มีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่เขายังมีไฟ มีอุดมการณ์หรือมีความเสียสละมีความต้องการมาทำตรงจุดนี้  ยังไงก็สงสารผู้ป่วยเถอะ เขาเจ็บป่วยทางกายมาหนักหนาแล้ว  อย่าให้เขามีบาดแผลทางใจติดตัวกลับบ้านไปเพราะคุณๆเป็นผู้ก่อเลย อย่างน้อยถ้าไม่นึกถึงวิชาจิตวิทยา จรรยาบรรณ ที่เคยร่ำเรียนมา ก็ให้นึกถึงคุณธรรม จริยธรรมกันบ้างก็จะดีไม่น้อยค่ะ

 



จะเล่าถึงสภาพของผู้ป่วยที่ไม่มีใบนัดนะคะ(ว่าน่าสยดสยองแค่ไหน)

สภาพของผู้ป่วยที่ไม่มีใบนัดของหมอตามโรงบาลต่างจังหวัดเฉพาะจังหวัดที่ดิฉันยกตัวอย่างก็คือ การมาเพื่อตรวจรักษาต้องมาแต่เช้ามืดต้องถึงโรงบาลให้เช้าที่สุด นั่นคือก่อน 06.00-08.00 น. จะเป็นช่วงเวลาที่ปลอดภัย ม่ายงั้นถ้าคุณไม่มีอาการคอขาด แขนขาด หรือสลบไม่ฟื้น ก็มีสิทธิ์ได้รับคำตอบว่าคนไข้เต็ม ต้องกลับบ้านโดยไม่ได้รับการรักษาหรือต้องคอยคลินิกนอกเวลาในช่วงห้าโมงเย็น

หลังจากผู้ป่วยฝ่าด่านแรกที่เรียกว่าคัดกรองเข้ามาได้ คุณก็ต้องผจญภัยกับด่านที่ 2 (ใครมีใบนัดไม่ต้องฝ่าด่านนี้)ด่านนี้คุณอาจต้องยืนนานถึง 2 ชั่วโมงในสภาพแออัดยัดเยียดเพื่อซักประวัติ  ดิฉันเคยมองหน้าผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย หรือแม้แต่พยาบาลที่นั่งหน้าห้องตรวจ ก็ไม่เห็นมีใครยิ้มกันบ้างเลย ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียด มีสภาพเหมือนผู้ป่วยหนักกันหมด  ผู้ป่วยบางรายยืนนานหลายชั่วโมงก็เมื่อยล้า ออกอาการจะล้มก็หาที่พยุงตัว บางครั้งไม่ไหวจริงๆก็ไปดึงเก้าอี้หน้าห้องตรวจที่ยังว่างเพื่อนั่งพยุงตัวไม่ให้ล้ม ไม่ทันได้หย่อนก้น ก็จะมีพยาบาลชุดผู้ช่วยเหลือคนไข้มาดึงเก้าอี้คืนบอกนี่เป็นของเจ้าหน้าที่เท่านั้น  เป็นแบบนี้จริงๆค่ะ

ถ้าสำรวจดูเก้าอี้ที่มีไว้สำหรับผู้ป่วย จริงๆแล้วผู้ป่วยไม่ได้นั่งหรอกค่ะ เป็นของญาติซะมากกว่า ใครมีญาติเยอะขนมาทั้งโคตร 4-5 คน มาก่อนก็นั่งก่อนนั่งกันหมดเลยค่ะ แถมญาติผู้ป่วยบางคนตัวเองนั่งแล้วก็จองที่ว่างข้างๆก็ใช้วางของกินบ้าง กระเป๋าบ้าง  สลดหดหู่จริงๆค่ะ 

สงสัยว่าทำไมคุณไม่ประกาศล่ะ แค่ประกาศว่าเก้าอี้ไว้ให้ผู้ป่วยนั่งส่วนญาติยืนรอก่อน ขอความกรุณาสละที่นั่งให้ผู้ป่วย แค่นี้ทำไมไม่ทำกัน  จะโทษผู้คนญาติผู้ป่วยที่มานั่งก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ส่วนมากเป็นคนจนๆ คนบ้านๆ เขามาไกลเขาก็เหนื่อยก็อยากนั่งกันทั้งนั้น  ก็ทำไมคุณไม่บริหารจัดการให้ดีกว่านี้ล่ะ

ภาพเหตุการณ์หน้าห้องตรวจ บางครั้งเห็นแล้วก็ต้องทำใจค่ะ เพราะรับไม่ได้จริงๆ ผู้ป่วยบางรายนั่งในรถเข็ญรอตรวจเป็นชั่วโมงๆ ญาติหายไปไหนก็ไม่รู้ ดูสภาพแล้วหล่อนน่าจะมีอาการเจ็บปวดในช่องท้อง เห็นเอามือกุมท้อง หน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลา  ผู้เขียนเห็นหลอนพยายามลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก สงสัยจะเข้าห้องน้ำ แต่ลุกขึ้นไมได้ ลุกแล้วล้ม ๆ ตรงจุดนั้นใกล้เจ้าหน้าทีมากทีสุด อยู่กันหลายคน ไมมีใครสนใจหล่อนเลยทั้งๆทีตอนนั้นเจ้าหน้าที่แต่ละคนงานไมได้ยุ่งมากมาย แต่ละคนทำงานเหมือนหุ่นยนต์  มัอาการแบบธุระไม่ใช่ สีหน้าเย็นชา ไร้ความรู้สึก ผิดกับชุดที่สวมใส่จริงๆค่ะ (ใครมีหน้าทีเรียกชื่อก็ทำอยู่อย่างเดียว  ใครมีหน้าที่เขียนใบนัด ก็ทำเฉพาะหน้าที่นี้) ผู้เขียนเห็นผู้ป่วยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนช่วยพาคนนั้นเข้าห้องน้ำค่ะ

ยังมีเล่าอีกค่ะ  ในหอผู้ป่วย ผู้เขียนเห็นคุณยายคนหนึ่งมาเฝ้าหลาน และแล้วแกก็เป็นลม พยาบาลทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่สนใจแกเลย ผู้ที่มาช่วยเหลือคือญาติผู้ป่วยเตียงใกล้ๆนั่นล่ะค่ะ  ช่วยกันพัดวี ฯลฯ

หลายคนชอบเรียกโรงพยาบาลว่าโรงฆ่าสัตว์  ในขณะที่หลายคนเลือกที่จะไปใช้บริการกับโรงพยาบาลเอกชน ถึงแม้ค่ารักษาจะแพงไปบ้างเพราะได้รับการต้อนรับดี เจ้าหน้าที่พูดจาไพเราะอ่อนหวาน ไม่ตะคอกผู้ป่วย ไม่มองผู้ป่วยเป็นพลเมืองชั้น 2


ผู้เขียนคิดว่าโรงพยาบาลของรัฐ ทำดีอยู่แล้วในเรื่องคุณภาพคับแก้วของหมอตลอดจนเทคโนโลยีเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆก็ทันสมัย  ขาดอยู่อย่างเดียวคือพัฒนาบุคคลากรด้านคุณธรรม จริยธรรม
คือยกระดับจิตใจ  คิดว่าสถานศึกษาที่เขาเหล่านั้นร่ำเรียนมาก็มีหลักสูตรจรรยาแพทย์ พยาบาล แต่ขาดการนำมาใช้ น่าจะจัดอบรมกันบ่อยๆให้เจ้าหน้าที่มีสามัญสำนึกที่ดีกว่านี้

นี่ไม่ได้ตีขลุมไปหมดหรอกนะคะ คนที่ทำดีอยู่แล้วก็ขอชมเชยค่ะ
 

ขอเล่าต่อนะคะ

หลังจากคอยซักประวัติอยู่นานเกือบ 2 ชั่วโมง ประมาณ 10.00 น.พยาบาลก็จะเริ่มเรียกผูมีใบนัดเข้าห้องตรวจ  ซึ่งการตรวจคนไข้หมอนัดอาจยาวถึงเวลา 12.00 น. หรือถึงช่วงบ่าย ส่วนคนไข้ที่ไม่มีใบนัดหมอ อาจคอยถึงหลังบ่ายสอง-สี่โมงเย็น  นั่นคือผู้ป่วยที่นั่งรออยู่หน้าห้องตรวจโรคก็จะนั่งคอยแบบยาวนนานจนกระทั่งถึงช่วงบ่ายค่ะ จริงๆแล้วเจ้าหน้าที่หน้าห้องตรวจน่าจะรู้ดีจากจำนวนคนป่วยที่เข้ามาทำการรักษาในแต่ละวันว่า  ในช่วงเวลาเช้าถึงเที่ยง หรือเที่ยงถึงบ่าย หมอจะตรวจคนไข้ได้กี่คน  ใครบ้างจะได้ตรวจช่วงเช้าหรือบ่าย เพราะบัตรคิวก็มีอยู่แล้ว แล้วทำไมคุณไม่แจ้งให้เขาทราบล่ะคนที่อยู่บ้านใกล้ๆหรือใครที่มีบ้านญาติอยู่ใกล้โรงพยาบาลจะได้กลับไปก่อน 

ช่วงที่ทรมานที่สุดเท่าที่ผู้ขียนเคยพบก็คือ ด้วยนโยบายประหยัดพลังงาน เขาก็ปิดไฟ ปิดพัดลมในตอนเที่ยง (หมอพยาบาลก็พักกลางวันออกไปข้างนอกกันหมดค่ะ)ส่วนผู้ป่วยที่ไม่มีที่ไปเนื่องจากเขามาไกล มารถเมล์บ้าง มาคนเดียวบ้าง ก็นั่งทนอุดอู้ร้อนๆกันจนถึงช่วงบ่าย 

ส่วนผู้เขียนไม่เคยทนได้เลยค่ะตอนเที่ยงจะใช้วิธีหลบออกไปก่อนทั้งที่ป่วยนี่แหล่ะ

ส่วนมากจะนั่งรอเรียกแบบไม่มีอนาคตไม่ไหวคือมาตั้งแต่เช้าไม่รู้เขาจะเรียกเมื่อไหร่ ผู้เขียนก็จะใช้วิธีไปบอกพยาบาลด้วยความเคารพอย่างสูงว่าขอตรวจเป็นคนสุดท้ายก่อนเลิก จะให้มากี่โมง พยาบาลก็จะบอกว่าให้มาบ่ายสองครึ่งก็ได้ คะเนแล้วบ่ายสองครึ่งก็คอยนานผู้เขียนก็จะขอร้องต่อว่าขอมาบ่ายสามโมงค่ะ เขาก็ยอม(น่าจะชอบด้วยแหล่ะ)หลังจากนั้นผู้เขียนก็จะไปหาที่หลบร้อนนอกโรงพยาบาลค่ะ คอยมาตามเวลานัดกันเลยค่ะ


พบหมอคนใหม่กับอีกโรคค่ะ

อย่างไรก็ตามหลังจากผู้เขียนเตรียมตัวเพื่อเข้ารับการรักษาที่ กทม ต่อก็มีเหตุจำเป็นต้อง drop  การรักษาโรคนี้เอาไว้ก่อน เนื่องจากมีโรคใหม่ล่าสุดแทรกเข้ามาอีกแล้ว  และแน่นอนเหลือเกินตามที่บอกไว้ตอนต้นน่ะค่ะ ดวงผู้เขียนสมพงษ์ถูกโฉลกกับเขียงผ่าตัด  ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกแล้ว

คราวนี้เป็นคุณหมออีกท่านค่ะ การพบคุณหมอท่านนี้ทำให้รู้ว่าโลกนี้ยังมีคุณหมอผู้ใจดีที่เปรียบเหมือนพ่อพระของคนป่วยหลงเหลืออยู่  ท่านใจดีมากค่ะ  ท่านไม่เคยใช้อารมณ์กับคนไข้เลยค่ะ แม้กับผู้ป่วยที่เป็นชาวพม่าที่ตรวจก่อนหน้าผู้เขียน ผู้เขียนสังเกตดู ก็เห็นท่านก็พูดดี อธิบายสิ่งต่างๆให้คนไข้ฟังด้วยความใจเย็น

ผู้เขียนสังเกตเห็นความมีเมตตาของคุณหมอท่านนี้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำการตรวจรักษา วันฟังผลการตรวจร่างกาย ฯลฯ ซึ่งผู้เขียนก็ผ่านการตรวจร่างกายทุกข้อค่ะ ที่สำคัญคือผลการตรวจเลือด(คนไข้ที่จะเข้ารับการผ่าตัดทุกคนต้องผ่านการตรวจเลือดหาเชื้อHIV )   และอาทิตย์ที่แล้วก็ขึ้นเขียงค่ะ  แม้ผู้เขียนจะคร่ำหวอดเรื่องการเป็นคนไข้โดนผ่าตัด  แต่ก็กลัวๆทุกครั้งที่ขึ้นเขียงค่ะ

ขอเล่านิดนึงนะคะ  ช่วงที่กำลังเริ่มวางยาสลบ แต่ผู้เขียนยังไม่หลับ คอยระแวดระวังว่าเขาจะผ่าก่อนหลับน่ะค่ะ กลัวเจ็บด้วย  คุณหมอก็ใช้สำลีเช็ดชุบน้ำยาเย็นๆเช็ดที่บริเวณจะผ่าตัด เป็นบริเวณกว้างค่ะ ผู้เขียนสะดุ้งโหยงเลยรีบระล่ำระลักบอกคุณหมอว่ายังตื่นอยู่ ยังไม่หลับ  ท่านก็บอกด้วยน้ำเสียงบ่งบอกถึงความปราณีว่าใจเย็นๆ หมอเช็ดน้ำยาฆ่าเชื้อให้ก่อน จะไม่เจ็บเลยเพราะจะทำการผ่าในช่วงที่หลับไปแล้ว  ผู้เขียนเลยสบายใจจนหลับยาวไปถึงสองชั่วโมงเต็ม ตื่นขึ้นมาท่านก็ผ่าตัดเรียบร้อยแล้วค่ะ

ยังมีเล่าต่ออีกถึงความใจดีของคุณหมอคนนี้ค่ะ คือในวันที่จะออกจากโรงพยาบาลคุณหมอก็นัดมาฟังผลการตรวจเนื้อเยื่อหลังผ่าตัด  ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยอีกจนได้ค่ะ คือวันที่คุณหมอท่านนี้นัดฟังผลมันกำลังจะตรงกับวันที่ผู้เขียนจะต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯรอบใหม่อีกแล้ว ผู้เขียนอึ้งไปชั่วขณะ แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าดูคนไม่ผิด คุณหมอท่านนี้ต้องใจดี เลยขอร้องว่าเลื่อนไปหน้าหรือถอยหลัง 1 สัปดาห์จะได้หรือเปล่าท่านรีบบอกทันทีว่าได้  เลื่อนมาข้างหน้า อีก 1 สัปดาห์ก็ได้ แถมท่านยังพูดต่ออีกว่า ถ้ายังติดธุระอีกก็บอกได้ ท่านจะนัดวันอื่นให้ใหม่ 

จากการที่เคยมีปมในใจเกี่ยวกับเรื่องเลื่อนวันนัดที่เคยโดนคุณหมออีกท่านเกรี้ยวกราดมาราวกับว่าผู้เขียนทำความผิดอุกฉกรรจ์  ผู้เขียนก็ให้ซาบซึ้งในน้ำใจของคุณหมอจนน้ำตาแทบร่วงเลยค่ะ

 

Tulip

Taken by John O'Neill

ชื่นชมท่านจริงๆค่ะ ท่านทำให้ภาพเก่าๆที่ผู้เขียนเคยจดจำและฝังใจกับพฤติกรรมด้านลบๆของบุคลากรในแวดวงโรง’บาลเลือนหายไปจากความทรงจำทันที  ท่านเป็นเหมือนภาพลักษณ์ใหม่ที่ช่วยลบภาพเก่าๆที่น่าหวาดกลัวในสมองของผู้เขียนออกไป

  ท่านอาจจะจำผู้เขียนไม่ได้ เพราะผู้ป่วยแต่ละวันมีมากมายนัก  แต่ความใจดีความเอื้ออาทรของคุณหมอคนนี้จะอยู่ในความทรงจำของผู้ป่วย(ผู้เขียน)ตลอดไปค่ะ ผู้เขียนอยากบอกชื่อคุณหมอผู้ใจดีท่านนี้จริงๆค่ะ แต่กลัวผลกระทบจะไปถึงสถานที่ และบุคคลอื่นๆที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ  กลัวจะมีการคาดเดาไปต่างๆนานาและอาจเกิดการเข้าใจผิด  แต่ก็จะบอกย่อๆว่าชื่อของคุณหมอใจดีคือนายแพทย์ พ……นามสกุลก็ตัวอักษรเดียวกันค่ะ


เล่าเรื่องศิริราช

ไหนๆการนินทาก็ดำเนินมาถึงช่วงท้ายสุดแล้วนะคะ นิดนึงสำหรับโรงพยาบาลศิริราชที่ผู้เขียนรู้จักนะคะ

ครอบครัวผู้เขียนก็เป็นคนไข้ของโรงพยาบาลศิริราชกันค่ะ โดยเฉพาะคุณพ่อของผู้เขียน
ท่านใช้เวลารักษามะเร็งโรคร้ายกับที่นี่เป็นเวลาถึงเก้าเดือนเต็ม โดยการใช้เคมีบำบัด หมดยาตามที่หมอกำหนดให้ท่านก็หมดลมค่ะ คือคุณหมอทำดีที่สุดแล้วแต่สุดจะยื้อชีวิตท่านไว้ เพราะกว่าทุกคนจะรู้ว่าท่านเป็นโรคร้าย หรือแม้ตัวท่านเองกว่าจะรู้ตัวมันก็เป็นระยะที่รักษาไม่หายแล้วค่ะ

ส่วนคุณแม่ก็เป็นคนไข้ประจำที่ต้องมาตามหมอนัด ผู้เขียนเองก็เป็นคนไข้ที่มารักษาที่นี่บ่อยค่ะ

อยากจะชมเชยเรื่องการบริหารจัดการค่ะ  คนไข้เยอะจริงๆตามคำร่ำลือค่ะ  แต่รวดเร็วในระดับหนึ่งค่ะ  คนไข้เยอะก็จริง แต่คุณหมอก็เยอะ ส่วนมากหากมาเช้าหรือมาตามช่วงเวลาที่หมอนัด ครึ่งวันก็เสร็จค่ะ ยกเว้นคุณเป็นโรคที่ต้องตรวจเลือด เอ็กซเรย์ ฯลฯ ทางห้องแล็ป  ตรงจุดคัดกรองคุณไม่ต้องนั่งคอยแบบไม่มีอนาคต  ไม่ร้อนด้วย ไม่มีการพักค่ะ รักษาต่อเนื่อง(ดิฉันเห็นเจ้าหน้าที่หรือคุณหมอเขาทานข้าวกล่องกันด้านหลัง แต่ไม่มีการบอกว่าพักกลางวันค่ะ)  และไม่ปิดไฟ  เขาจะบอกว่าให้ไปหารัยทานก่อน หรือให้มาเวลาเท่านั้นเท่านี้ จะตรวจเวลาเท่านั้นเท่านี้หรือจะนังคอยก็ได้ 

คุณหมอ หรือพยาบาลส่วนมากน่ารักคะ โดยเฉพาะคุณหมอเด็กๆ เห็นคนไข้สูงวัยจะยกมือไหว้ก่อนทันทีค่ะ ที่เกรี้ยวกราดก็มีเห็นบ้างเล็กน้อย (ส่วนมากจะเป็นพนักงานทำความสะอาดที่ต่อว่าผู้ใช้ห้องน้ำ โทษฐานทำให้เจ้าหล่อนมีงานเพิ่ม  ต่างจังหวัดมีเยอะกว่านี้ค่ะ)

แว่วมาว่า ต่อไปจะมีการปรับปรุงให้โรงพยาบาลศิริราชมี 2 มาตรฐาน เพราะตามที่บอกไว้ตอนต้นๆ
ว่าการแพทย์ไทยมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ  เนื่องจากปัจจุบันนี้ชาวต่างชาติแห่กันเข้ามาใช้บริการจากโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯทำรายได้ให้ประเทศปีละจำนวนมหาศาล 

ดิฉันเห็นว่าโรงพยาบาลศิริราชซึ่งมีมาตรฐานดีอยู่แล้วในการบริหารจัดการก็สามารถรองรับได้ตรงจุดนี้   คือจะเพิ่มการบริการให้กับชาวต่างชาติหรือผู้มีกำลังซื้อ ก็ไม่แปลกแต่อย่างใด เนื่องจากเห็นว่าคนรวยๆ ซื้อความตายไม่ได้ก็จริง แต่ในยามเจ็บไข้ได้ป่วย ความสะดวกสบายที่ได้รับอย่างน้อยก็ช่วยให้สบายกายสบายใจได้ในระดับหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งเงินทองที่เป็นรายได้จากผู้ป่วยวีไอพี
ก็สามารถนำมาใช้ซื้อเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อรักษาผู้ป่วยโดยไม่จำกัดว่าเป็นคนจนหรือคนรวยค่ะ

คงจบบทความเพียงแค่นี้นะคะ หากงานเขียนนี้ไม่เป็นี่สบอารมณ์ของบางท่านก็ขออภัยด้วยค่ะ

ขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ผู้เขียนกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้นร่างกายค่ะ  คิดว่าต่อไปจะระมัดระวังเรื่องการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างสุขุมรอบคอบ ไม่ให้สุ่มเสี่ยงกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆอีกต่อไป

ขอบคุณทางเวปไซด์ rayabeading.com ที่ให้โอกาสแบ่งปันเรื่องนี้ค่ะ 

ขอขอบคุณภาพประกอบ http://th.wikipedia.org/wiki/

                                                                                 ... คนไทยใจเย็น..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


รถแห่พระ งานศิลปะลายไทยจากภูมิปัญญาท้องถิ่น     พลอยตาเสือ Tiger's eyes
blog comments powered by Disqus




สร้อยคอแฮนด์เมด(ทำมือ) จากขยะรีไซเคิล
สร้อยคอรีไซเคิล งานแฮนด์เมด (ทำมือ) 15 แบบ ไม่ซ้ำกัน สวยงาม ไอเดียดี ประหยัด ทำเองได้ใช้ใส่ออกงานได้จริง ที่สำคัญคือ ช่วยลดขยะโลก
อ่านทั้งหมด...












 




หมวดฮิต & คำฮอต >>

> อัญมณี ลูกปัดและเครื่องประดับ :ลูกปัด ลูกปัดโบราณ หินสี อัญมณี อัญมณีประจำวันเกิด อัญมณีประจำราศี
> สวนสวย จัดสวนสวย การจัดสวนเอง : จัดสวน สวนสวย จัดสวนหน้าบ้าน จัดสวนหย่อม ต้นไม้ บ้านและสวน
> ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องเที่ยวต่างประเทศ : ท่องเที่ยวไทย ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องเที่ยวต่างประเทศ
> พระเครื่องและวัตถุมงคล : พระเครื่อง พระเครื่องทั่วไทย พระเครื่องสายใต้ พระเครื่องมากมาย
> สุขภาพและความงาม : สุขภาพ สุขภาพจิต สุขภาพน่ารู้ บำรุงผิวหน้า สุขภาพดี หน้าใส ผิวขาว
> อาหาร เมนูอาหาร เมนูอาหารไทย : อาหารไทย อาหารเพื่อสุขภาพ เมนูอาหาร ไข่ ปลา ไก่
> ศิลปะ การออกแบบ : ศิลปะไทย ศิลปะตะวันตก ศิลปะร่วมสมัย ออกแบบเสื้อ ออกแบบโลโก้ ออกแบบสวน


> การศึกษา การฝึกอบรม : เรียนต่อต่างประเทศ เรียนภาษาอังกฤษ อังกฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น รับตรง สอบตรง โควตา ทุนเรียนต่อ เรียนต่อโท เรียนต่อปริญญาเอก เรียนต่ออเมริกา
> วัฒนธรรม บันเทิง ดารา : วัฒนธรรมไทย ญี่ปุ่น บันเทิงดารา เกาหลี ไทย บันเทิงเอเชีย ข่าวบันเทิง
> เพลงใหม่ หนังใหม่ : เพลงใหม่ เพลงใหม่ล่าสุด ฟังเพลงใหม่ ฟังเพลงใหม่ล่าสุด หนังใหม่
> ดูทีวีออนไลน์ ฟังวิทยุออนไลน์ : ดูทีวีออนไลน์ ดูทีวีย้อนหลัง วิทยุออนไลน์ ฟังวิทยุออนไลน์
>ดูดวง : ดวง ดูดวงความรัก ดูดวงเนื้อคู่ ดูดวงวันเกิด ดูดวงตามวันเดือนปีเกิด ดูดวงบ้านเลขที่ ดูดวงการงาน ดูดวงตามพรหมชาติ
> งานสร้างสรรค์ งานประดิษฐ์ ไอเดีย >ทำนายฝัน ทำนายความฝัน> งานราชการ > รับสมัครงาน
 








หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | บริการ | สินค้า | สมาชิก | เว็บบอร์ด | งานประดิษฐ์ สร้างสรรค์ไอเดีย | ความรู้ | ติดต่อโฆษณา
บทความ >อัญมณี ลูกปัดและเครื่องประดับ >สวนสวย จัดสวน การจัดสวนเอง >ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องเที่ยวต่างประเทศ >พระเครื่อง วัตถุมงคล พระเครื่องทั่วไทย
>สุขภาพและความงาม >อาหาร เมนูอาหาร เมนูอาหารไทย >ศิลปะ การออกแบบ >การศึกษา การฝึกอบรม >วัฒนธรรม บันเทิง ดารา

ดูดวง >ดูดวงรายเดือน >ดูดวงบ้านเลขที่ >ดูดวงตามพรหมชาติ >ดูดวงความรัก >ดูดวงเนื้อคู่ >ดูดวงวันเกิด >ดูดวงตามวันเดือนปีเกิด
ทำนายฝัน >ฝันเห็นคนและกิริยาอาการ >ฝันเห็นสัตว์ต่างๆ >ฝันเห็นสิ่งของและสถานที่ >ฝันเห็นสิ่งอื่นๆ
เว็บบอร์ด >ประกวดทั่วไทยทั่วโลก >ศึกษาต่อในประเทศและต่างประเทศ รับตรง โควตา ข่าวทุนการศึกษา >สมัครงาน รับสมัครงานราชการ
รับสมัครงานรัฐวิสาหกิจและงานเอกชน >งานฟรีแลนซ์ >ท่องเที่ยวทั่วไทย >ท่องเที่ยวต่างประเทศ >อาหารการกิน > ตากล้อง >จัดสวนสวย > รักษ์โลก
>ข่าวด่วน ฝากข่าว >รักสุขภาพ ความสวย ความงาม > พระเครื่อง ของสะสม >ไอเดียสร้างสรรค์และโชว์ฝีมือ >เครื่องประดับ ลูกปัด หินสี และอัญมณี >ศิลปะออกแบบ
>วัฒนธรรมบันเทิงดารา ข่าวบันเทิง >เพลงใหม่ หนังใหม่ >ดูทีวีออนไลน์ฟัง วิทยุออนไลน์

E-mail : rayabeading@yahoo.com , rayabeading@hotmail.com Tel: 089-6461093   Copyright©2010-2011 Rayabeading.com. All rights reserved.