เว็บบอร์ด >อัญมณี >จัดสวน >ท่องเที่ยว >เมนูอาหาร >ทุนศึกษาต่อ >รับตรง >พระเครื่อง >ศิลปะการออกแบบ >สุขภาพ >บันเทิงดารา >สมัครงาน >งานราชการ >ข่าวด่วน >ฝากข่าวฟรี
 หน้าแรก | สินค้า | งานประดิษฐ์ | ลูกปัดอัญมณี | จัดสวน | เมนูอาหาร | ท่องเที่ยว | พระเครื่อง | ดูดวง | ทำนายฝัน | เพลงใหม่ | ดูทีวีออนไลน์ | ฟังวิทยุออนไลน์ | ติดต่อโฆษณา





 
free counters

facebook rayabeading
twitter rayabeading

    Articles
ไหว้พระพุทธรูปใหญ่ที่สุดในโลก(หลวงพ่อใหญ่) ที่วัดม่วง อ่างทอง ชมวิหารแก้ว รูปปั้นสวยงาม ทึ่งกับอุโบสถล้อมรอบด้วยกลีบบัว ปิดท้ายด้วยทัวร์นรกภูมิ
วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2558 เวลา : น.



ไหว้พระพุทธรูป  ใหญ่ที่สุดในโลก

ที่วัดม่วง อ.วิเศษชัยชาญ จ. อ่างทอง



 

โดย... คนเรียนไกด์



 

หากจะกล่าวถึงวัดที่มีพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนนั่งในปางมารวิชัยที่องค์ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยที่ก่ออิฐถือปูนองค์ใหญ่ที่สุดในโลกก็ได้นะครับ เพราะว่าหากพูดถึงพระพุทธรูปปางต่างๆนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะองค์ แล้วก็ความพิเศษ ๆ ก็จะเรียกความเป็นที่สุดออกมาได้ เช่น หลวงปู่ทวด หากจะบอกว่าหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นอยู่ที่ใด?

คราวนี้ก็ต้องลงรายละเอียดนิดละว่า องค์ท่านนั้นสร้างมาจากอะไร? หากสร้างจากโลหะนั้น หลวงปู่ทวดที่องค์ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นก็อยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หรือหากองค์ท่านนั้นสร้างแบบก่ออิฐถือปูนก็ต้องอยู่ที่อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่หลวงปู่ทวดนั้นสร้างกันอย่างมากมายหลายจังหวัดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผมก็เคยไปกราบองค์ท่านมาแล้ว ที่อำเภอแม่ออน  จังหวัดเชียงใหม่ หรือที่โคราชก็มี นี่ก็แสดงให้เห็นว่าคนไทยนั้นศรัทธาในพระพุทธศาสนากันอย่างมากมาย


กลับมาที่พระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย นะครับ พระพุทธรูปปางมารวิชัยนั้นเป็นที่นิยมสร้างกันมากในสมัยกรุงสุโขทัยจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และพระพุทธรูปปางมารวิชัยนั้นยังนิยมวาด ปั้น หรือสร้างไว้ที่ด้านหลังโบสถ์ คำว่าด้านหลังก็คือด้านหน้าพระประธานในโบสถ์นั่นเอง

คำว่า"ปาง"ในความหมายของการสร้างพระพุทธรูปนั้นมีหลาย ๆ ท่านได้กล่าวไว้ว่า หมายถึงท่าของมือบ้าง หมายถึงอิริยาบทของพระพุทธรูปบ้าง หมายถึงเรื่องเล่าเป็นตอนในพระพุทธประวัติบ้าง

เอาเป็นว่าท่านผู้อ่านก็พิจารณาดูนะครับ อาจจะต้องดูบริบทรอบ ๆ ประโยคก่อนนะครับ เช่นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสามารถอธิบายได้ดังนี้ เป็นพระพุทธรูปที่มีอิริยาบถนั่ง พระหัตถ์ซ้าย(มือซ้าย)วางบนพระเพลา (ตักหรือขาที่ขัดสมาธิ) พระหัตถ์ขวา(มือขวา)วางคว่ำบนพระชานุ(ข้อต่อกระดูกบริเวณหัวเข่า) นิ้วพระหัตถ์ชี้ลง จากข้อความที่แสดงข้างต้นนี้มีในพุทธประวัติ



 

เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้ายังมิได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงเสด็จไปนั่งประทับที่ใต้ต้นโพธิ์ ในเวลาเย็น และกำหนดจิตเจริญสมาธิภาวนาเพื่อการบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ และในขณะที่พระองค์นั่งภาวนาอยู่นั้นพระองค์ก็เผลอไปคิดในเรื่องทางโลก เมื่อครั้งที่ยังครองเรือน และเมื่อเป็นเช่นนี้พระองค์ก็ต้องทรงต่อสู้กับความรู้สึกที่พระองค์นั้นได้หวนระลึกนึกถึง

ดังนั้นผู้แต่งเรื่องของพุทธประวัติก็จึงแต่งให้ดูเหมือนว่าพระองค์นั้นต้องเผชิญกับพญามารซึ่งหากบอกว่าพระองค์ต้องต่อสู้กับจิตใจของพระองค์เองก็ดูเหมือนว่าจะไม่เข้าใจในเรื่องราวนัก ก็เลยแต่ออกมาในรูปแบบของการต่อสู้กับพญามาร ที่สมมติให้ชื่อว่า พระยาวัสสวดี ซึ่งคอยติดตามขัดขวางพระองค์ให้พระองค์นั้นบรรลุพระโสดาบัน (จริง ๆ ก็คือจิตใจของพระองค์นั่นเอง)

พญามารได้ขี่ช้างที่ชื่อคิรีเมขละ (จะเห็นได้จากบทสวดพาหุงฯ) ได้นำไพร่พลเพื่อมาขัดขวางพระพุทธเจ้าไม่ให้เจริญภาวนา และลุกหนีไป แต่พระองค์นั้นก็ทรงประทับนิ่งไม่หวั่นไหวกับสิ่งรอบ ๆ ข้าง พญามารจึงโกรธมากสั่งให้ไพร่พล กลุ้มรุมทำร้ายพระองค์ เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์ก็นึกถึงบารมี ๓๐ทัศที่พระองค์ได้สั่งสมมาทุกชาติ และพระหัตถ์ขวาที่ชี้ลงดินทั้ง ๕ นิ้วก็คือการขอให้พระแม่ธรณีมาเป็นพยานกับเหตุการณ์ครั้งนี้ เมื่อพระแม่ธรณีเห็นดังนั้นก็ขึ้นมาจากดิน แล้วบิดน้ำที่มวยผมของตน และน้ำนั้นก็มีปริมาณที่มากมายมหาศาลจนกระทั่งไหลไปท่วมหมู่พญามารทั้งหลายแตกพ่ายไป

และนี่ก็คือเรื่องที่ถูกเขียนไว้ในพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าปางมารวิชัย ซึ่งพระพุทธรูปปางนี้ได้ถูกสร้างกันมากในศิลปะ สุโขทัย ล้านนา อู่ทอง อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ และนี่ก็คือที่บอกว่า “ปาง” ในความหมายของท่าทางของมือ รวมถึง พุทธประวัติด้วย ดังนั้นหากบอกว่าพระพุทธรูป ปางนั้น ปางนี้ ก็ให้ดูบริบทรอบๆก็แล้วกันนะครับ 






 

กลับมาที่พระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เราจะพาไปนมัสการกันดีกว่านะครับ อย่างที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่า พระพุทธรูปที่บอกว่าใหญ่ที่สุดในโลกหรือเปล่านั้นก็คงต้องดูให้ละเอียด พระพุทธรูปที่สร้างด้วยการแกะสลักหินที่ใหญ่ที่สุดก็น่าจะอยู่ที่ประเทศจีน แต่ก็ไม่ใช่พระพุทธรูปปางมารวิชัย หรือพระพุทธรูปที่ใหญ่มาก อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นก็ไม่ใช่พระพุทธรูปปางมารวิชัยอีกเช่นกัน ดังนั้นอย่างที่บอกแหละครับ ว่าพระพุทธรูปที่ว่ากันว่าใหญ่ที่สุดนั้นมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

พระพุทธรูปที่จังหวัดอ่างทองนั้นมีชื่อว่า พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งองค์พระ หรือเรียกการสร้างแบบนี้ว่าการสร้างแบบก่ออิฐถือปูน มีความสูงทั้งสิ้น ๙๓เมตร หรือเท่ากับตึก ๓๒ชั้น ความกว้างระหว่างหัวเข่าทั้งสองอยู่ที่ ๖๒เมตร ระยะเวลาที่ใช้ในการสร้างพระพุทธรูปองค์นี้คือ ๑๖ปี จึงนับว่าพระพุทธรูปองค์นี้มีความเป็นมาและพุทธลักษณะเป็นที่สนใจของพุทธศาสนิกชนทั้งโลกเลยก็ว่าได้


 


 

วัดม่วง เดิมทีเป็นวัดร้าง (ซึ่งอาจจะชื่อวัดม่วง หรือวัดอะไรก็ไม่มีใครทราบได้) สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาเมื่อประมาณสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย โดยปรกติการสันนิษฐานนั้นเขาจะดูตามบันทึก เพราะหากเป็นการบันทึกที่ดีก็จะบอกว่าสร้างเมื่อไหร่ ใครเป็นคนสร้าง รายละเอียดต่าง ๆ ถ้าหากว่าไม่มีบันทึกอะไรเลยก็จะดูตามลักษณะของโครงสร้างอาคารที่หลงเหลือจากการพังทลายหรืออาจจะดูจากซากปรักหักพังของโครงสร้างที่เหลืออยู่ว่าเป็นการสร้างในรูปแบบใด

เพราะว่าการสร้างอาคารต่าง ๆ นั้นทางครูช่างในสมัยต่าง ๆ เขาจะสร้างตามรูปแบบที่นิยมในยุคสมัยนั้น ๆ แต่บางครั้งหากเป็นวัด หรือสิ่งก่อสร้างโดยทั่ว ๆ ไปแล้วอาจจะมีรูปแบบเหมือนกับการสร้างวัดหรือสิ่งก่อสร้างในวังหรือสิ่งก่อสร้างสำหรับพระมหากษัตริย์ เช่นพระราชวังต่าง ๆ เป็นต้น

การสร้างวัด หรือวังนั้น แต่ละยุคสมัยจะสร้างตามรูปแบบในสมัยนั้น ทำให้การศึกษารูปแบบทางสถาปัตยกรรมของวัด หรือวังในยุคต่าง  ๆนั้นจะดูง่ายเพราะมีรูปแบบที่ชัดเจน แต่หากเป็นวัดทางนอกเมืองไกล ๆ อาจจะดูได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสถาปัตยกรรมประยุกต์ คือประยุกต์เอารูปแบบที่ตัวเองหรือผู้สร้างนั้นชื่นชอบก็อาจจะนำมารวมกันไว้ ทำให้การศึกษารูปแบบทางสถาปัตยกรรมนั้นเขาจะศึกษากันในเฉพาะสถานที่ที่เป็นวังหรือวัดเก่าๆเช่นอุทยานประวัติศาสตร์ต่าง ๆ  เป็นต้น

คราวนี้ที่เขาบอกว่ากรุงศรีอยุธยาแบ่งเป็นช่วง ๆ นั้น บ้างก็แบ่งเป็น ๒ช่วง บ้างก็แบ่งเป็น ๓ช่วงเอาเป็นว่าในที่นี้แบ่งเป็น ๓ ช่วงก็แล้วกันนะครับ ลักษณะของการแบ่งนั้นน่าจะมีสาเหตุหลัก ๆ ก็คือการเปลี่ยนแปลงลักษณะการปกครอง และศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ก็จะเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นเราก็จะนับเป็นช่วง ๆ ได้ดังนี้

กรุงศรีอยุธยาตอนต้นคือตั้งแต่พุทธศักราช ๑๘๙๓ – ๑๙๙๑ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าอู่ทอง ผู้ก่อตั้งกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งถึงพระบรมไตรโลกนาถ ช่วงนี้การปกครองก็จะเหมือนกับกรุงสุโขทัยคือเรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมาย สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ก็ยังคงเหมือน ๆ กับกรุงสุโขทัยอยู่บ้าง

กรุงศรีอยุธยาตอนกลางคือตั้งแต่พุทธศักราช ๑๙๙๑ – ๒๒๓๑ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนาถจนถึงพระเพทราชา ช่วงนี้การปกครองก็จะซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะว่ากษัตริย์จะถูกวางให้เป็นสมมติเทพ การเข้าถึงก็ยากยิ่งขึ้น มีการแบ่งลำดับการปกครองที่ซับซ้อน สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ก็แตกต่างไปจากในช่วงต้น ๆ อยู่พอสมควร

กรุงศรีอยุธยาตอนปลายคือตั้งแต่พุทธศักราช ๒๒๓๑–๒๓๑๐ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเพทราชาเป็นต้นมา ช่วงนี้การปกครองก็จะซับซ้อน กษัตริย์หรือผู้ปกครองในช่วงหลัง ๆ ก็ไม่ค่อยจะเข้มแข็ง การปกครองก็ยังคงซับซ้อนอยู่เช่นเดิม สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ก็แตกต่างไปจากอยุธยาตอนกลางอยู่บ้าง จนกระทั่งการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ให้กับกรุงหงสาวดี

เน้นนะครับ ว่าสมัยนั้นยังไม่มีประเทศพม่า ดังนั้นเราเองไม่รู้ว่าจะต้องพยายามให้เข้าใจว่าไทยเราสูญเสียเอกราชไปให้กับประเทศพม่าเมื่อปี ๒๓๑๐ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นก็ยังเป็นอยุธยา กับกรุงหงสาวดี แต่เราเองก็ยังเรียกหรือให้ข้อมูลกับแบบผิด ๆ ผมก็เลยไม่เข้าใจเหมือนกัน เอาเป็นว่าวัดม่วงนี้ ถูกสร้างมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๒๓๐ หรือประมาณ ๑๐๐กว่าปีก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะล่มสลาย

หากนับจากปีพุทธศักราชก็น่าจะเป็นช่วงของกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และหลังจากที่เสียกรุงให้กับกรุงหงสาวดี ซึ่งก็ทำให้วัดนี้ต้องรกร้างเพราะว่าทั้งชาวบ้านและพระสงฆ์ก็คงต้องหนีภัยสงครามไปหาที่ปลอดภัยอยู่อาศัยจนกระทั่งปี หนึ่งปีให้หลังหลังจากที่พระเจ้าตากสินได้กอบกู้เอกราชของชาติไทยมาได้ และก็ได้สถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีในปีถัดมา

จนกระทั่ง พุทธศักราช ๒๕๒๕ ท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ หรือหลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ ได้มาปักกลดธุงดงค์ด้วยเห็นว่าบริเวณนี้เคยเป็นวัดร้างจึงน่าปฏิบัติธรรม แต่ขณะปฏิบัติธรรม ได้ปรากฏนิมิต เห็นองค์หลวงปู่ขาวและหลวงปู่แดง มาบอกว่าให้ท่านได้ช่วยก่อสร้างวัดม่วงขึ้นมาใหม่ เพราะท่านพระครูเป็นผู้มีบารมี ที่สามารถจะก่อสร้างบูรณะวัดม่วง ขึ้นมาใหม่ได้ด้วยผู้ที่เคยอาศัยในสมัยก่อนได้มาเกิด และจะมาช่วยท่านแล้วและในบริเวณวัดร้างนี้จะมีศิลาขาว และศิลาแดงอยู่ คือ องค์ของหลวงปู่ขาวและหลวงปู่แดง นั้นเอง

ซึ่งต่อมาท่านพระครูวิบูลอาจารคุณได้มีการปั้นองค์พระครอบศิลาขาว และศิลาแดงไว้ โดยเรียกนามว่า หลวงปู่ขาวและหลวงปู่แดง จนถึงปัจจุบันนี้

ในปีพ.ศ. ๒๕๒๖ ท่านพระครูวิบูลอาจารคุณได้มีการเริ่มบูรณะและได้สร้างเสนาสนะต่าง ๆ ขึ้น โดยได้รับการบริจาค ทั้งเงินทำบุญและทำบุญด้วยแรงงาน ร่วมกันดำเนินงานในการก่อสร้าง
หลังจากนั้น  ก็ได้มีการประกาศยกฐานะวัดม่วงซึ่งเคยเป็นวัดร้างให้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์  โดยมพระครูวิบูลอาจารคุณเป็นเจ้าอาวาส  

ต่อมาท่านพระครูวิบูลอาจารคุณร่วมกับผู้มีจิตศรัทธา ได้สมทบทุนสร้างพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อน้อมถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ และราชวงศ์จักรี มีพระนามว่า พระพุทธมหานมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ มีหน้าตักกว้าง ๖๒ ม. สูง ๙๓ ม. มูลค่าในการก่อสร้าง ๑๐๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ( หนึ่งร้อยหกล้านบาท 

วัดม่วงนี้ตั้งอยู่ที่ หมู่ 6 ตำบลหัวตะพาน อำเภอวิเศษชัยชาญ อยู่ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ  8 กิโลเมตร ไปตามเส้นทางสายอ่างทอง-วิเศษชัยชาญเลี้ยว เข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ เมื่อเข้าไปในวัดแล้วก็อดทึ่งไม่ได้ว่า วัดนี้สร้างอะไรมากมายจริง ๆ ครับ เรียกว่าทุกรูปแบบที่การไหว้หรือการนับถือ วัดนี้จะมีทั้งหมดเลยครับ พอเข้าไปในซุ้มประตูวัดก็จอดรถไว้ที่ลานจอดรถ เดินเข้าไปก็เห็นโบสถ์ล้อมรอบด้วยกลีบบัวสีชมพู งดงามดีครับ




เดินผ่านรูปเทพต่าง ๆ เพื่อตรงเข้าไปนมัสการพระพุทธรูปที่อยู่ในวิหารแก้วรัตนพราหมณ์ – สุวรรณปาลพอขึ้นไปก็พบกับผู้คนที่เข้าไปกราบไหว้เป็นจำนวนมาก และรอบ ๆ อาคารนี้ก็ถูกติดด้วยกระจกแก้วสะท้อนเงาของผู้เข้าไปทำให้ดูภายในอาคารนี้กว้างมาก ๆ 



 

ภายในวิหารแห่งนี้ก็มีรูปเหมือนของพระเกจิชื่อดังต่าง ๆ เช่น หลวงพ่อคูณ หลวงปู่มั่น ครูบาศรีวิชัย หลวงพ่อสมชาย เป็นต้น และในแถวเดียวกันนั้นก็ยังมีเทพต่าง ๆ นั่งอยู่ด้วยกันกับพระเกจิของไทยเรา เช่น พระอิศวร พระพิฆเนศ พระวิษณุ เป็นต้น ฤาษีก็มี พระราหูก็มา เรียกว่า ขึ้นมาที่เดียวได้ไหว้ทั้งพระเกจิชื่อดัง รวมทั้งเหล่าทวยเทพต่าง ๆ คุ้มเลยครับ และภายในยังเป็นที่ตั้งร่างของหลวงพ่อเกษมที่นอนอยู่ในโลงแก้ว ซึ่งเป็นร่างที่ดูไปแล้วดุจดั่งท่านหลับอยู่และนั่นก็เป็นสิ่งที่น่าแปลกเป็นอันมาก
 

ไหว้เสร็จสรรพก็ลงมาที่ลานวัดก็เดินมาพบกับ สถานที่ที่เขาให้ปิดทองเส้นเกษา และลูกนิมิตร ในใจก็คิดว่าเส้นเกษาทำไมรูปร่างแปลก ๆ ไปซักนิดนะครับ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้นเพราะเกรงว่าหากคิดมากกว่าจะอาจจะบาปได้

 


 

ก็เลยเดินออกมาเจอกับสิ่งที่แปลกอีกรูปกระดูกนั่งไหว้ อยู่ด้านหลังโลงศพ ติดป้ายด้านหลังว่าเชิญทำบุญ ผมดู ๆ ไปแล้วทางวัดเขาก็ทำรูปได้สวยดีครับ เหมือนจริง ๆ เดินต่อมาก็เห็นรูปเปรตสูงมาก ๆ อยู่สองตัว ยืนอยู่เหนือกระทะทองแดง



โดยมีคนอยู่ในกระทะทองแดงมีผู้คุมอยู่รอบ ๆ คอยเอาหอกทิ่มแทง ซึ่งเป็นภาพที่ไว้สั่งสอนลูกหลานเรื่องบาปบุญคุณโทษได้ดีเลยทีเดียว ใกล้ ๆ กันนั้นก็มีการพิพากษากัน น่าจะเป็นยมบาลที่พิพากษาคนผิด หากผิดมาก ๆ ก็จะนำไปลงโทษ โดยมาอะไรก็ไม่รู้หัวเป็นสัตว์ต่าง ๆ ตัวเป็นคล้าย ๆคน มีสองขายืนรายรอบอยู่บริเวณนี้ ถัดมาก็ก็จะเป็นการปีนต้นงิ้ว ข้าง ๆ ก็มีกระทะทองแดงอีกเช่นกัน แต่รอบ ๆ บริเวณนี้มีการทรมานอยูหลากหลายรูปแบบ ผมเองก็เลยไม่ค่อยจะแน่ใจเหมือนกันว่าดูแล้วจะได้อะไรกลับไปบ้างน๊า

เดินต่อที่ที่เราอยากมาไหว้กันเลยดีกว่านั่นก็คือ พระพุทธรูปองค์ใหญ่นั่นเอง พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๆ ที่นิยมสร้างกันในสมัยก่อน ๆ นั้นมีจุดประสงค์ก็คือ เพื่อให้ชาวบ้านนั้นได้มีโอกาสกราบไหว้พระพุทธในระยะไกล ๆ เพราะบางครั้งอาจจะไม่ได้เข้าวัดเพื่อเข้ามาทำบุญอันเนื่องจากติดธุระการงานต่าง ๆ หรือไปไร่ไปนา เห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๆ ก็ให้เกรงกลัวกับบาปที่จะทำ

เพราะพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๆ นั้นเห็นได้ในระยะที่ไกล ๆ เพราะยังไง ๆ ชาวพุทธเราเองนั้นเห็นพระพุทธรูปแล้วยังไงก็ต้องเกรงกันบ้างละครับ และนั่นก็คือกุศโลบายที่สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๆ

ซึ่งสมัยนี้เองก็น่าจะเหมือน ๆ กันมั๊งครับ เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ๆ องค์พระก็เห็นว่าเป็นพระพุทธรูปที่งดงามมาก สมส่วนดูยังไงก็สวยงามทุกมุมจริง  ๆ ครับ และด้านหน้าองค์พระใหญ่นั้นก็จะมีองค์พระองค์ขนาดเท่าตัวคนปรกติประดิษฐานอยู่ด้านหน้าขององค์พระใหญ่หลังจากที่เข้าไปกราบนมัสการแล้วก็เลยขออนุญาตท่านถ่ายรูปและเล่นมุมกล้องทำให้ดูเหมือนว่าองค์พระขนาดใหญ่นั้นมี 2 องค์จริงคือองค์เดียวนะครับ



 

หลังจากนั้นก็ขึ้นไปนมัสการพระพุทธรูปองค์ใหญ่ จำนวนคนก็เยอะพอดูอยู่ครับ สังเกตเห็นว่าคนเขาเข้าไปยืนใต้นิ้วพระหัตถ์แล้วขึ้นไปบนแท่น อธิฐานแล้วก็เอื้อมมือไปแตะกับนิ้วพระหัตถ์ขององค์พระพุทธรูป ต่อแถวกันยาวเลยครับ

เห็นแล้วก็ทำให้นึกถึงคนที่เรียงแถวไปกระซิบที่ข้างหูหนู ซึ่งเป็นพาหนะของพระพิฆเนศ แล้วคำอธิฐานจะเป็นจริง อะไรประมาณนั้น เนื่องจากสถานที่บนฐานแห่งนี้เป็นที่สูงทำให้ลมพัดมาแล้วรู้สึกเย็นสบายจริง ๆ ครับ อาจจะเป็นเพราะว่าตอนที่ผมไปนั้นเป็นตอนเย็นก็ได้นะครับ 

 

 

เพราะถ้าเป็นเวลาตอนกลางวันก็น่าจะร้อนไม่ใช่เล่นนะครับสิ่งที่ควรทำหากไปไหว้ พระพุทธรูปหรืออะไรก็ตามที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีขนาดใหญ่ ๆ แบบนี้เขาว่าควรจะต้องทำประทักษิณาวัตรคือการเดินเวียนสถานที่หรือองค์พระนั้น๓รอบพร้อมดอกไม้บูชา ธูป เทียน เพื่อระลึกนึกถึงคุณพระรัตนตรัย

แต่ในที่นี้อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่หากเป็นสถานที่ที่โล่ง ๆ สะอาด ๆ แบบนี้ ไม่ต้องจุดธูปเทียนน่าจะดีกว่า ดอกไม้ก็น่าจะพอได้นะครับ เพราะไม่งั้นล่ะก็ ขี้เถ้าจากธูป ควันธูป เทียน คงจะฟุ้งน่าดู

 

 

 จากนั้นก็เดินผ่านพิพิธภัณฑ์ ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือของเก่า ๆ อยู่มากมาย อันนี้ผมว่าก็เป็นเรื่องดีนะครับ เพราะว่าลูกหลานสมัยนี้นั้นไม่ค่อยได้มีโอกาสได้เห็น เครื่องมือที่ใช้ที่ใช้ทำนา ทำไร่เมื่อในอดีต เครื่องมือจับปลา หรือเครื่องสีข้าว แต่หากจะบอกว่า หากจะทำแล้วมีการจัดการซักนิดก็น่าจะดีนะครับ เพราะว่าหากปล่อยแบบที่ไม่มีการจัดการที่ดีก็อาจจะทำให้ปริมาณนั้นจะเยอะ แต่คนที่มาดูก็จะเห็นแต่คันไถที่กองสุม ๆ อยู่รวมกัน เห็นกระชังปลาที่กองสุมรวมกัน และอะไรอีกหลาย ๆ อย่างก็จะเป็นแบบเดียวกัน

 

 

สุดท้ายสิ่งที่เรียกว่าพิพิธภัณฑ์ก็จะเป็นเพียงแค่ สถานที่ที่เก็บของเก่า ๆ โดยไม่มีใครรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร? เพราะดู ๆ แล้วสิ่งของที่ได้มานั้นน่าจะมาจากการให้ของผู้ที่ประสงค์ดี อยากให้ลูกหลานนั้นได้เห็นของเก่า ๆ แต่อย่างที่บอกนะครับว่าถ้าไม่มีการจัดการที่ดีสถานที่แห่งนี้ก็อาจจะไม่ถูกเรียกว่าพิพิธภัณฑ์ในอนาคตอันใกล้นี้เป็นแน่แท้

 

เดินต่อมาเรื่อย ๆ ก็เห็นว่ามีรูปปั้นของเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ทั้งพุทธประวัติตอนพระเวสสันดร ในช่วงต่าง ๆ มีทั้งสงครามสมัยอยุธยา ขุนแผนทำกุมารทองพระอภัยมณี ชาวบ้านวิเศษชัยชาญ ต่อสู้กับทหารที่สังกัดกรุงหงสาวดี มีทั้งเทพต่าง ๆ เรียกว่ามาที่นี่แล้วได้สักการะทุกอย่างจริง ๆ เลยครับ

 

หลังจากที่เดินดูจนรอบแล้ว ก็อยากจะรู้เรื่องข้อมูลเชิงวิชาการที่เกี่ยวกับวัดแห่งนี้ เกี่ยวกับพระพุทธรูปใหญ่องค์นี้ หาได้ยากมาก เรียกว่าข้อมูลทางวิชาการนั้นน่าจะมี แต่ก็ไม่แปลกหรือครับเพราะว่าขนาดวัดที่มีขนาดใหญ่หรือวัดที่สำคัญ ๆ ยังไม่มีข้อมูลเชิงวิชาการเลย มีแต่ข้อมูลในเชิงปฏิหาริย์ หรืออะไรที่เป็นมหัศจรรย์ ทำให้บางครั้งชาวต่างชาติที่อยากรู้ข้อมูลในเชิงวิชาการหรือคนไทยบางคนที่อยากรู้ข้อมูลเชิงวิชาการที่เกี่ยวกับพระ กับวัดหรือสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ก็ไม่สามารถที่จะหาได้


เมื่อหาไม่ได้ก็จะเริ่มเข้าใจไปเอง เหมือนผมก็ขอเดาว่า พระพุทธรูปนี้น่าจะจำลองมาจากพุทธลักษณะของพระพุทธรูปในสมัยสุโขทัย เพราะว่ามีหลาย ๆ อย่างที่เข้าข่ายว่าจะเป็นพระพุทธรูปที่พุทธลักษณะตรงกับพระพุทธรูปสมัยกรุงสุโขทัย

และนี่ก็คือการเดา ซึ่งจริง ๆ อาจะไม่ใช่ แต่ผมเองก็ไม่สามารถหาคำตอบได้จากภายในวัด อันนี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งหากสามารถทำให้มีข้อมูลในเชิงวิชาการได้ก็จะทำให้วัดแห่งนี้จะเป็นแหล่งข้อมูลทั้งเชิงวิชาการทั้งในแง่ ประวัติศาสาตร์ ทั้งสถาปัตยกรรมเลยก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตาม พระพุทธรูปองค์นี้ก็ยังคงเป็นพระพุทธรูปที่งดงาม ใหญ่โต และ สง่างามอีกองค์หนึ่งของโลกเลยทีเดียวละครับ               





.....คนเรียนไกด์.....


ทิวลิปบานที่ระยอง     เที่ยวบึงฉวาก สุพรรณบุรี ดำดิ่งลอดอุโมงค์ปลา 75 เมตร ชมบรรยากาศใต้ท้องทะเล ซึ่งไฮไลท์ของที่นี่อยู่ที่ "อุโมงค์ฉลาม"
blog comments powered by Disqus




สร้อยคอแฮนด์เมด(ทำมือ) จากขยะรีไซเคิล
สร้อยคอรีไซเคิล งานแฮนด์เมด (ทำมือ) 15 แบบ ไม่ซ้ำกัน สวยงาม ไอเดียดี ประหยัด ทำเองได้ใช้ใส่ออกงานได้จริง ที่สำคัญคือ ช่วยลดขยะโลก
อ่านทั้งหมด...












 




หมวดฮิต & คำฮอต >>

> อัญมณี ลูกปัดและเครื่องประดับ :ลูกปัด ลูกปัดโบราณ หินสี อัญมณี อัญมณีประจำวันเกิด อัญมณีประจำราศี
> สวนสวย จัดสวนสวย การจัดสวนเอง : จัดสวน สวนสวย จัดสวนหน้าบ้าน จัดสวนหย่อม ต้นไม้ บ้านและสวน
> ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องเที่ยวต่างประเทศ : ท่องเที่ยวไทย ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องเที่ยวต่างประเทศ
> พระเครื่องและวัตถุมงคล : พระเครื่อง พระเครื่องทั่วไทย พระเครื่องสายใต้ พระเครื่องมากมาย
> สุขภาพและความงาม : สุขภาพ สุขภาพจิต สุขภาพน่ารู้ บำรุงผิวหน้า สุขภาพดี หน้าใส ผิวขาว
> อาหาร เมนูอาหาร เมนูอาหารไทย : อาหารไทย อาหารเพื่อสุขภาพ เมนูอาหาร ไข่ ปลา ไก่
> ศิลปะ การออกแบบ : ศิลปะไทย ศิลปะตะวันตก ศิลปะร่วมสมัย ออกแบบเสื้อ ออกแบบโลโก้ ออกแบบสวน


> การศึกษา การฝึกอบรม : เรียนต่อต่างประเทศ เรียนภาษาอังกฤษ อังกฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น รับตรง สอบตรง โควตา ทุนเรียนต่อ เรียนต่อโท เรียนต่อปริญญาเอก เรียนต่ออเมริกา
> วัฒนธรรม บันเทิง ดารา : วัฒนธรรมไทย ญี่ปุ่น บันเทิงดารา เกาหลี ไทย บันเทิงเอเชีย ข่าวบันเทิง
> เพลงใหม่ หนังใหม่ : เพลงใหม่ เพลงใหม่ล่าสุด ฟังเพลงใหม่ ฟังเพลงใหม่ล่าสุด หนังใหม่
> ดูทีวีออนไลน์ ฟังวิทยุออนไลน์ : ดูทีวีออนไลน์ ดูทีวีย้อนหลัง วิทยุออนไลน์ ฟังวิทยุออนไลน์
>ดูดวง : ดวง ดูดวงความรัก ดูดวงเนื้อคู่ ดูดวงวันเกิด ดูดวงตามวันเดือนปีเกิด ดูดวงบ้านเลขที่ ดูดวงการงาน ดูดวงตามพรหมชาติ
> งานสร้างสรรค์ งานประดิษฐ์ ไอเดีย >ทำนายฝัน ทำนายความฝัน> งานราชการ > รับสมัครงาน
 








หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | บริการ | สินค้า | สมาชิก | เว็บบอร์ด | งานประดิษฐ์ สร้างสรรค์ไอเดีย | ความรู้ | ติดต่อโฆษณา
บทความ >อัญมณี ลูกปัดและเครื่องประดับ >สวนสวย จัดสวน การจัดสวนเอง >ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องเที่ยวต่างประเทศ >พระเครื่อง วัตถุมงคล พระเครื่องทั่วไทย
>สุขภาพและความงาม >อาหาร เมนูอาหาร เมนูอาหารไทย >ศิลปะ การออกแบบ >การศึกษา การฝึกอบรม >วัฒนธรรม บันเทิง ดารา

ดูดวง >ดูดวงรายเดือน >ดูดวงบ้านเลขที่ >ดูดวงตามพรหมชาติ >ดูดวงความรัก >ดูดวงเนื้อคู่ >ดูดวงวันเกิด >ดูดวงตามวันเดือนปีเกิด
ทำนายฝัน >ฝันเห็นคนและกิริยาอาการ >ฝันเห็นสัตว์ต่างๆ >ฝันเห็นสิ่งของและสถานที่ >ฝันเห็นสิ่งอื่นๆ
เว็บบอร์ด >ประกวดทั่วไทยทั่วโลก >ศึกษาต่อในประเทศและต่างประเทศ รับตรง โควตา ข่าวทุนการศึกษา >สมัครงาน รับสมัครงานราชการ
รับสมัครงานรัฐวิสาหกิจและงานเอกชน >งานฟรีแลนซ์ >ท่องเที่ยวทั่วไทย >ท่องเที่ยวต่างประเทศ >อาหารการกิน > ตากล้อง >จัดสวนสวย > รักษ์โลก
>ข่าวด่วน ฝากข่าว >รักสุขภาพ ความสวย ความงาม > พระเครื่อง ของสะสม >ไอเดียสร้างสรรค์และโชว์ฝีมือ >เครื่องประดับ ลูกปัด หินสี และอัญมณี >ศิลปะออกแบบ
>วัฒนธรรมบันเทิงดารา ข่าวบันเทิง >เพลงใหม่ หนังใหม่ >ดูทีวีออนไลน์ฟัง วิทยุออนไลน์

E-mail : rayabeading@yahoo.com , rayabeading@hotmail.com Tel: 089-6461093   Copyright©2010-2011 Rayabeading.com. All rights reserved.