เว็บบอร์ด >อัญมณี >จัดสวน >ท่องเที่ยว >เมนูอาหาร >ทุนศึกษาต่อ >รับตรง >พระเครื่อง >ศิลปะการออกแบบ >สุขภาพ >บันเทิงดารา >สมัครงาน >งานราชการ >ข่าวด่วน >ฝากข่าวฟรี
 หน้าแรก | สินค้า | งานประดิษฐ์ | ลูกปัดอัญมณี | จัดสวน | เมนูอาหาร | ท่องเที่ยว | พระเครื่อง | ดูดวง | ทำนายฝัน | เพลงใหม่ | ดูทีวีออนไลน์ | ฟังวิทยุออนไลน์ | ติดต่อโฆษณา





 
free counters

facebook rayabeading
twitter rayabeading

    Articles
รายการปั่นของคนพันธุ์อึด จากทะเล สู่ ขุนเขาที่สูงสุดของประเทศ ที่ชื่อ ดอยอินทนนท์
วันอังคาร ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2556 เวลา 09:34 น.

รายการปั่นของคนพันธุ์อึด

จากทะเล สู่ ขุนเขาที่สูงสุดของประเทศ ที่ชื่อ ดอยอินทนนท์




รายการปั่นจักรยานที่เรียกว่าท้าทายสุด ๆผู้เข้าแข่งขันต้องอึดสุด ใจต้องเกิน150ขึ้นไปหรือจะเรียกว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตของการเป็นนักปั่นจะต้องไปสัมผัสให้ได้นั่นก็คือ “รายการท้าพิชิตอินทนนท์ คนพันธุ์อึด” ซึ่งจัดที่ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ผมต้องอธิบายนิดก่อนน่ะครับ เพราะว่าเดี๋ยวอาจจะเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องของการนำเสนอ

การปั่นจักรยานในเบื้องต้นนั้นเกือบจะทุกคนที่เริ่มต้นปั่นจักรยานนั้น ก็เริ่มจากการที่ต้องการการออกกำลังกายที่ไม่น่าเบื่อ ไม่อยู่กับที่ หรือไม่ก็ไม่สามาถหาวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมได้ เพราะว่าการออกกำลังกายในภาวะของแต่ละช่วงอายุคนนั้นจะไม่สามารถเล่นกีฬาทุกชนิดเพื่อออกกำลังกายได้อย่างแน่นอน

เอาเป็นว่าต้องเหมาะสมน่ะครับ เหมาะสมก็คือ เล่นแล้วให้ได้การออกกำลังที่ได้งานหรือได้กระตุ้นทุกสัดส่วน กีฬาบางประเภทก็ไม่สามารถกระตุ้นให้หัวใจทำงานได้ดี เช่นกีฬาสนุกเกอร์ หรือ กีฬาที่เขาเรียกว่าเอ๊กสตรีม (Extreme) หรือกีฬาผาดโผน เช่น โรลเลอร์เสก็ต หรือโรลเลอร์เบลด เป็นต้น กีฬาประเภทนี้ก็ไม่สามารถที่จะกระตุ้นการทำงานของหัวใจได้มากนัก เมื่อเทียบกับระยะเวลาของการเล่น

กีฬาที่ว่ากันว่าดีที่สุดของการออกกำลังกายนั่นก็คือ ว่ายน้ำ กีฬาชนิดนี้เป็นกีฬาที่ว่ากันว่าดีที่สุด สาเหตุก็เพราะว่า สามารถออกกำลังกายได้เกือบทุกสัดส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นต้นคอ แขน อก หน้าท้อง สะโพก ต้นขา ปลายขา

หรือหากคุณมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว น้ำก็จะพยุงร่างกายของคุณไม่ให้เกิดการกดทับลงไปตรง ๆ ที่ข้อ ซึ่งก็อาจจะเกิดอันตรายหากคุณไม่เล่นกีฬาประเภทวิ่ง หรือกีฬาที่ต้องวิ่งมาก ๆ  หรือวิ่งตลอดเวลา เช่นการเล่นแบตมินตัน เทนนิส เป็นต้น

การเล่นกีฬาประเภทนี้ควรต้องหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องเข่า หรือว่าน้ำหนักตัวมาก ๆ เพราะว่าการกดทับจะเกิดขึ้นตลอดเวลาที่บริเวณ เข่า หรือข้อ อาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้น การจะออกกำลังกายใด ๆ ก็ตามอาจจะต้องดูอายุ การบาดเจ็บเมื่อในอดีต หรือปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ก่อนที่จะเลือกกีฬาที่จะออกกำลังกายน่ะครับ ภายใต้สโลแกนที่ว่า “จะรวยจะจน ไม่ต้องสนใจ สุขภาพดีต้องมาก่อน”

เพราะหลัง ๆ มาผมเห็นมาเยอะเลยครับ เพื่อน ๆ กันก็มีครับ ทำงานมาก หาเงินได้เยอะ แต่ต้องหมดไปกับการรักษาตัว บางคนก็ไปเยี่ยมท่านยมบาลแล้วก็มี หลายคนก็มีปัญเรื่องสุขภาพ และอีกอย่างผลการตรวจร่างกายประจำปีมันก็ฟ้องอยู่ทุกปี

และถ้ายังจำกันได้ ผมเป็นโรคความดันสูงมาก่อน  และการใช้ร่างกายนั้นเรียกว่าสมบุกสมบันเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือว่า “ร่างกายนั้นไม่ใช่ของเรา ตามคำพระท่านสอนไว้” อันนี้ตะแบงไปเรื่อย ๆ น่ะครับ (ขอเพิ่มเรื่องความดันนิดน่ะครับ ความดันสูง ถือว่าเป็นโรคน่ะครับ เพราะว่าเกิดจากตัวเราเองทำให้เกิด  เช่นหากเรารักษาสุขภาพไม่ดี ก็อาจจะเกิดโรคความดัน และเมื่อเป็นความดัน บรรดาโรคหัวใจ หรือ โรคเบาหวานก็จะตามมาได้ดังนั้นความดันสูงจึงถือว่าเป็นโรค ด้วยประการฉะนี้นั่นเอง

แต่ภาวะความดันต่ำ ทางการแพทย์ไม่ถือว่าเป็นโรค เพราะว่าเป็นภาวะที่ผิดปรกติจากร่างกาย เราจะไม่สามารถจะทำให้มันต่ำเองได้ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม อธิบายประมาณนี้น่ะครับ เดี๋ยวผู้รู้ก็ช่วยต่อก็แล้วกัน)

และเมื่อสามปีก่อนก็เกิดการท้าทาย ของเหล่าบรรดาเพื่อนพ้อง น้อง ๆ พี่ ๆ ตามประสา คนรักเป็นร้อย (คนเกลียด เป็นพัน ฮิฮิ เป็นมุขน่ะครับ) ก็ได้กระโจน (หรือถูกถีบส่งก็ไม่รู้) ให้ไปเข้าร่วมการแข่งขัน ไตรกีฬา ซึ่งเป็น การแข่งขันของบริษัทฯ เพื่อที่จะคัดตัวภายในเพื่อส่งไปแข่งขันต่อที่บริษัทฯ แม่ ที่ประเทศฝรั่งเศส การแข่งขัน ก็มี พายเรือ 10 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 20 กิโลเมตร วิ่ง 10 กิโลเมตร

หลังจากจบการแข่งร่างกายก็ทรุดไปเกือบครึ่งเดือน เลยทำให้รู้ว่าสงสัยว่าเรานี้จะแก่แล้วจริง ๆ น่ะเนี่ย แต่การไปแข่งขันในครั้งนั้น เจ้านายที่ทำงานด้วยกันและเพื่อนอีกคนก็คุยเรื่องการปั่นจักรยานให้ฟัง จนเคลิ้มเลยหล่ะ กลับมาจากแข่งขันก็เกิดการบังคับขายจักรยานให้อีก เพราะว่าเจ้านายอยากเปลี่ยนรถอยู่พอดี จึงเต็มใจเป็นอย่างยิ่งที่จำเป็นต้องซื้อจักรยานต่อจากเจ้านาย ซึ่งเป็นของดีมาก ๆ (ตอนนั้นน้ำตาแทบร่วงเพราะมันแพงมาก ๆ สำหรับมือใหม่อย่างเรา) แต่ก็ต้องหน้าชื่นอกตรม เข้าใจน่ะครับ  และเมื่อได้จักรยานขี่ได้ซักพัก ก็ทำให้ผมได้รู้อะไรมากมาย เกี่ยวกับสุขภาพ และกีฬาประเภทนี้จะเหมาะกับผมที่สุด ซึ่งผมจะเรียงลำดับเลยน่ะครับ

  • อายุที่มากไปซักนิด ทำให้ การเลือกกีฬาที่หักโหม และมีการปะทะ เช่นฟุตบอล บาสเกตบอล ก็ไม่ไหวแล้วครับ
  • เอ็นที่เข่าฉีกไปเรียบร้อยแล้วครับ เกิดจากการเล่น ฟุตบอล ขณะที่ร่างกายไม่พร้อมเท่าไร และไม่ยอมผ่าตัด
  • กีฬาประเภท วิ่ง หรือเล่นแบบไม่มีปะทะ เช่น แบตมินตัน เทนนิส ก็ไม่ไหว เพราะว่า เกิดการกดทับ กระแทก หัวเข่าตลอดเวลา หมอแนะนำให้ผ่าตัดเข่า ผมก็บอกว่า ลืมได้เลยครับ หาผมยังลืมตาอยู่ มีดหมอน่ะเก็บไว้ที่หมอน่ะดีแล้วครับ
  • เป็นโรคความดันโลหิตสูง หมอให้กินยา แต่ไม่ยอมกิน เลือกที่จะเล่นกีฬาแทน
  •  เลือกกีฬา ว่ายน้ำ เพราะเป็นกีฬาที่ดีที่สุด หมอแนะนำมา แต่ข้อจำกัดเยอะ แถว ๆ บ้านผมไม่มีสระว่ายน้ำเลยครับ ต้องเสียค่าลงสระทุกครั้ง เดินทางไกล ไปกลับก็ประมาณ 2 ชั่วโมง  
  • เลือกเล่นกีฬา โรลเลอร์เบลด และกำลังจะหาฝึกพวกผาดโผน แต่หมอบอกว่า หัวใจไม่ได้ทำงานน่ะ ได้แต่กล้อมเนื้อขา ไม่เหมาะ และอันตราย อ้าวไม่ได้อีกล่ะ
  • ลองปั่นจักรยานที่โดนบังคับซื้อมานี่แหละ  หมอบอกว่า ปั่นจักรยานนี่แหละดีที่สุดสำหรับคุณ แม้มันไม่ใช่เป๊ปซี่ ก็เหอะ (ดู๊ ดู ยังมาตลกใส่เราซะอีก หมอน่ะหมอ)

ด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการตามที่เล่ามา ผมก็เลยเลือกที่จะปั่นจักรยาน และพอปั่นได้สองเดือนก็ถูกบังคับให้ลงแข่ง เพราะไม่มีใครปั่นได้ในรุ่นที่นี้ ไม่เกี่ยวกับช่วงอายุครับ แต่เป็นการจำกัดน้ำหนัก นั่นคือหากจะสมัครรุ่นนี้ต้อง 80 กิโลกรัมขึ้นไป น่าน เอาเข้าไป

แข่งขันจบก็เช่นเดิมร่างกายก็ทรุดอีก แต่คราวนี้เห็นชัดเลยว่า ทรุดไม่ถึงอาทิตย์ ก็เป็นปรกติ ร่างกายก็แข็งแรงขึ้น ก็ปั่นมาเรื่อย ๆ เข้าแข่งขันแบบโดนบังคับบ้างสมัครใจบ้าง ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อนก็ชวนไปปั่นที่ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ จึงตกกระไดพลอยโจนกับเขาด้วย เนื่องจากว่าเจ้านายเขาอยากให้ไปด้วย เพราะว่าเราอยู่ทางเหนือ และเดินสายกินข้าวที่เชียงใหม่อยู่บ่อย ๆ ก็เลยอยากให้ไปขับรถให้หน่อย ได้ครับ (ขนาดนี้แล้วใจจะบอกว่าไม่ได้ ได้ด้วยหรือ??) ไปก็ไปครับ

 




               
ส่วนการแข่งขัน ปั่นจักรยานขึ้นดอยอินทนนท์ นั้นเป็นทางชมรมจักรยานของอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เขาจัดขึ้น ซึ่งก็เห็นว่าการปั่นจักรยานนั้นเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เลยลองจัดการแข่งขันขึ้นครั้งแรกในปี 2551 นับย้อนถอยหลังน่ะครับ เพราะว่าเขาจัดทุกปี ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 โดยใช้ชื่อกิจกรรมนี้ว่า ท้าพิชิตอินทนนท์ คนพันธุ์อึด # 6”  

สาเหตุ ที่กล่าวมาจากข้างต้นว่า นักปั่นทุกคนต้องเข้าร่วมสัมผัส แม้ว่างานนี้จะไม่ใช่งานระดับจังหวัดที่จัดขึ้นอย่างใหญ่โต เหมือนงาน “พืชสวนโลก” หรือ จัดงานยิ่งใหญ่อะไรมากมายอย่างที่เชียงใหม่ เขาเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก แต่งานนี้จัดกันแบบพื้น ๆ บ้าน ๆ แต่นักปั่นทั้งหลายก็มากขึ้นทุก ๆ ปี จนมาปีที่ 6 นี้ ผู้เข้าร่วมการแข่งขันก็อยู่ที่ประมาณ1,350 กว่าคน ซึ่งเป็น ยอดผู้เข้าร่วมสูงมาก ๆ และจะมากขึ้นอีกในปีต่อ ๆ ไป ไม่ว่าผู้จัดการแข่งขันจะจัดได้ดีขึ้นหรือแย่ลงก็ตาม เพราะว่านักปั่นที่มาเขามุ่งไปที่ “ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ที่ชื่ออินทนนท์” เท่านั้นเองแหละครับ

ดังนั้นเสน่ห์ ของการจัดกิจกรรมปั่นจักรยานในรายการนี้ก็คงไม่ต้องบรรยายมากน่ะครับ เพราะความประทับใจอื่น ๆ ก็คงจะจัดได้ในระดีบหนึ่ง แค่นั้นแหละครับ อันนี้ก็ไม่ขอวิจารณ์มากครับ

 

 

 

 เอาละครับ กลับมาที่การเข้าร่วมการแข่งขันการปั่นจักรยานพิชิตดอยอินทนนท์ก็แล้วกัน เย็นวันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ก็ออกเดินทางจากชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ของจังหวัดระยอง เดินทางสู่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดอยอินทนนท์ โดยการเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางสู่จังหวัดเชียงใหม่ทางด้านตะวันตก คือ อำเภอจอมทอง ซึ่งเป็นที่อยู่ของดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นดอยที่สูงที่สุดของประเทศไทย

และเส้นทางนี้ก็มีทางขึ้นอีกทางแต่เป็นเส้นทางที่สูงชัน คดเคี้ยวเลี้ยวลด พอสมควร หากไม่คุ้นเคยกับเส้นทางภูเขา ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้เพราะว่า เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ไม่กว้างเหมือนเส้นทางหลักทั่วไป และมีความคดเคี้ยวกว่ามาก แต่ระยะทางนั้นจะใกล้กว่าปรกติได้หลายสิบกิโลเมตรเหมือนกันแต่เวลา ไม่รู้ว่าจะเท่ากันหรือเปล่านะครับ เพราะขึ้นอยู่กับการขับขี่ เส้นทางนี้จะเรียกว่าเส้นทางขึ้น อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

โดยเส้นทางนี้จะเริ่มจากอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง และแยกไปทางซ้ายมือ ขึ้นเขาตรงไปที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และขึ้นต่อไปที่อำเภอดอยเต่า อำเภอฮอด และอำเภอจอมทอง ของจังหวัดเชียงใหม่ สู่ดอยอินทนนท์ สถานที่แข่งขันในครั้งนี้ครับ ใช้เวลาไปกับการเดินทางในครั้งนี้ไป 11 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาของการเดินทางที่หนักหนาพอสมควรเลยครับ
 

ดอยอินทนนท์ เป็นดอยที่สูงที่สุดของประเทศไทย (ดอยในภาษาเหนือก็คือ ภูเขาสูงนั่นเอง) และดอยอินทนนท์นั้นยังเป็นดอยที่ได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาสัมผัสความหนาวเย็นของเมืองเหนือตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ดังนั้นช่วงฤดูหนาวนักท่องเที่ยวก็จะเดินทางขึ้นมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ยิ่งช่วงวันหยุดยาวหรือปีใหม่บางครั้งไม่มีแม้กระทั่งที่จะกางเต้นท์กันทีเดียวเลยล่ะครับ

 



 

 

ดอยอินทนนท์นั้นตั้งอยู่บนเทือกเขาถนนธงชัย อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ยอดดอยอินทนนท์ อยู่จุดที่แบ่ง ระหว่างสามอำเภอ คือ อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม และอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ของดอยอินทนนท์นั้นก็ไม่มากไม่มายครับ มีพื้นที่ใหญ่กว่าจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทยเล็กน้อย      จังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทยก็คือ    จังหวัดสมุทรสงคราม   คือทีพื้นที่ประมาณ 416ตารางกิโลเมตร     แต่พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์นั้นอยู่ประมาณ 482 ตารางกิโลเมตร

ซึ่งหากจะดูแล้วอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์นั้นก็ไม่กว้างใหญ่มากนัก แต่ก็ได้ขึ้นชื่อเรื่องความสูงและความสวยงาม มีความสำคัญเป็นอย่างมากในเชิงการท่องเที่ยวและจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร ความสูงของดอยอินทนนท์นั้นคือ 2,656 เมตรจากระดับน้ำทะเล หรือหากไม่รู้ว่าสูงขนาดไหน ก็ให้คิดว่าหากอยู่ชายทะเลก็ให้นับตรงน้ำทะเลจุดนั้นเป็นจุด “0” เมตร และหากมีบันไดสูงถึง 2,656 เมตร หรือประมาณ 2 กิโลเมตรครึ่ง ก็ไต่ขึ้นไป ก็จะรู้ว่าสูงขนาดไหนครับ แต่คงไม่ต้องคิดมากครับ เพราะว่าหน้าผาแถว ๆ ชายทะเลนั้น สูงแค่ 40 -60 เมตร แค่มองลงไปขาก็จะก้าวไม่ออกอยู่แล้วครับ


 

   

ดอยอินทนนท์ ถูกประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ในลำดับที่ 6 เมื่อพุทธศักราช 2515 โดยมีพื้นที่ประมาณ 482 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าจังหวัดสมุทรสงครามนิดหน่อย หรืออาจจะเล็กกว่าจังหวัดภูเก็ตเล็กน้อย กล่าวคือจังหวัดภูเก็ตมีพื้นที่ 543 ตารางกิโลเมตร หรืออาจจะกล่าวได้ว่าดอยอินทนนท์นั้น มีขนาดพื้นที่อยู่ระหว่างจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดสมุทรสงครามก็ได้

(สาเหตุที่พยายามจะเปรียบเทียบพื้นที่ของแหล่งท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆกับจังหวัดนั้นก็เพื่อที่จะให้ท่านผู้อ่านนั้นได้รับทราบไปพร้อม ๆ กันว่า จังหวัดในประเทศไทยนั้นจังหวัดไหนมีพื้นที่เท่าไร??? จังหวัดที่ใหญ่ที่สุดมีพื้นที่เท่าไร?? จังหวัดที่เล็กที่สุดนั้นมีพื้นที่เท่าไร??? เป็นความรู้ที่เรียกว่า รู้ไว้ใช่ว่า ก็เท่านั้นเองครับ) 

 



 

               
เมื่อก่อนนี้ ดอยอินทนนท์นั้น ไม่ได้เรียกว่า ดอยอินทนนท์ ดั่งเช่นปัจจุบัน เมื่อก่อนนี้จะเรียกดอยอินทนนท์ว่า “ดอยหลวง” ซึ่ง คำว่า “หลวง” นั้นทางภาษาเหนือนั้น มีใช้เป็นคำเรียกอะไรที่ใหญ่ ๆ สำคัญ ๆ เช่น เจดีย์ที่สร้างกลางเมืองล้านนาซึ่งมีขนาดใหญ่โตจนเรียกว่าเกือบจะเทียบเท่าพระปฐมเจดีย์ ของเมืองนครปฐมเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ “เจดีย์หลวง” ที่ตั้งอยู่ในวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร กลางใจเมืองล้านนาในอดีตหรือกลางเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ถูกแผ่นดินไหว ทำลายยอดเจดีย์ไปแล้ว เหลือแต่ฐานของเจดีย์ ซึ่งใหญ่โตมาก แต่ผู้คนก็ยังเรียกว่าเจดีย์หลวงจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

และก็เช่นกัน ดอยอินทนนท์นั้น เป็นขุนเขาขนาดใหญ่โต และยังอยู่ในการครอบครองของเจ้าผู้ครองนครล้านนาในอดีต นั่นก็คือ เจ้าอินทวิชยานนท์ ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครล้านนาองค์สุดท้ายก่อนที่จะผนวกแผ่นดินล้านนาเข้ากับประเทศสยามจนกระทั่งเป็นประเทศไทยดั่งเช่นปัจจุบัน

ดอยอินทนนนท์นั้น เป็นดอยขนาดใหญ่ ชาวบ้านจึงเรียกดอยนี้ว่า “ดอยหลวง” บางข้อมูลก็ว่า “ดอยหลวง” นั้นเป็นการเรียกเพื่อเป็นการให้เกียรติ ให้กับเจ้าผู้ครองนครล้านนาในขณะนั้น ซึ่งก็คือ เจ้าอินทวิชยานนท์ นั่นเอง อีกทั้ง เจ้าอินทวิชยานนท์ นั้นให้ความสำคัญกับผืนป่าเป็นอย่างมาก ทรงโปรดรับสั่งว่าหากพระองค์ได้สิ้นพระชนม์เมื่อไร ก็ให้นำอัฐิบางส่วนของพระองค์ท่านนั้นนำขึ้นไปใส่ “กู่” ไว้ที่บนยอดดอยแห่งนี้

และพระราชธิดาของพระองค์ ซึ่งก็คือ เจ้าดารารัศมี ซึ่งเป็นพระราชายา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้นำพระอัฐิบางส่วนของพระองค์มาใส่ไว้ในกู่บนยอดดอยแห่งนี้ จึงทำให้ยอดดอยแห่งนี้มีชื่อว่า “ดอยอินทนนท์” ซึ่งก็เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์  (คำว่ากู่ นั้นเป็นภาษาเหนือ จะตรงกับภาษาทางภาคกลางว่า ที่เก็บกระดูก หรือ สถูป นั่นเอง แต่โดยทั่ว ๆ ไปแล้วจะใช้กับผู้ที่สูงศักดิ์ หรือชนชั้นผู้ปกครองมากกว่าจะใช้กับคนธรรมดาทั่วไป)

อีกข้อมูลก็คือ “ดอยหลวง” นั้นถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “ดอยอินทนนท์” ในภายหลังเพราะไปซ้ำกับ “ดอยหลวง” ที่อำเภอเชียงดาว  นั่นเอง และ ดอยอินทนนท์นี้ ยังมีอีกชื่อ “ดอยอ่างกา”

ว่ากันว่าในอดีต นั้นมีเรื่องเล่ากันว่า ห่างจากยอดดอยอินทนนท์ไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 300 เมตร มีหนองน้ำ แต่ก่อนมีนกกาไปเล่นน้ำ กันมากมายจึงรวมเรียกว่า “ดอยอ่างกา” แต่ที่สุดแล้วก็คือ ดอยอินทนนท์ ก็จะเป็นที่รู้จักดีที่สุด และหากได้ขึ้นไปแล้วอย่าลืมขึ้นไปถ่ายรูปป้าย “สูงสุดแดนสยาม” น่ะครับ แล้วก็ต้องเลยขึ้นไปไหว้พระอังคารของเจ้าผู้ครองนครล้านนาในอดีตนั่นก็คือ เจ้าอินทวิชยานนท์ ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองล้านนาองค์สุดท้าย

อีกทั้งยังจะได้เห็นหมุดที่ปักไว้เพื่อบอกระดับความสูงของพื้นที่ที่สูงที่สุดของแดนสยามด้วย ป้ายที่เห็นด้านนอกนั่นเป็นของใหม่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกับหลักบอกระดับความสูงของยอดดอย ซึ่งหมุดจริง ๆ นั้นไปตั้งอยู่ด้านหลังกู่ของเจ้าอินทวิชยานนท์ ซึ่งอาจจะดูไม่สมควร จึงต้องสร้างขึ้นมาใหม่แล้วกั้นเขตไม่ให้เข้าไปที่กู่จากด้านหลังได้

 


 

              



และทางเดินที่สร้างเป็นลักษณะของทางเดินไม้ที่สวยงาม และร่มเย็น  แม้ว่าจะเป็นระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก      แต่อากาศที่หนาวเย็นบวกความชื้นที่เกาะบนพื้นไม้ตลอดเวลา  ทำให้อาจจะต้องระมัดระวังเรื่องการลื่น และ ไม้ที่ผุนระหว่างทางเดินไม้ บางครั้งเองการดูแลจากเจ้าหน้าอุทยาน ฯ กับสิ่งก่อสร้างอาจจะดูแลไม่ทั่วถึงบ้างก็เป็นไปได้ ก็เดิน ๆ เที่ยวกันไปครับ


 


 ขอกลับมาที่การปั่นจักรยาน “ท้าพิชิตอินทนนท์ คนพันธุ์อึด # 6” ก่อนน่ะครับ แล้วฉบับต่อไปจะเป็นการเก็บตกจากการปั่นก็แล้วกันครับ จะได้เล่าถึงความสวยงามของดอยอินทนนท์และธรรมชาติโดยรอบ อย่างจุใจ แต่ตอนนี้ขอมาที่การปั่นก่อนครับ ก่อนการปั่นจักรยานในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ แต่ทางทีมอิสระจากเมืองระยอง ก็มาถึงดอยอินทนนท์ในเช้าวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ก็เลยชวนกันขับรถขึ้นไปที่ยอดดอยอินทนนท์ เหมือนกับว่าสำรวจเส้นทางอะไรประมาณนั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่เกี่ยวอะไรเลย เพราะว่าระยะทางตั้ง 50 กิโลเมตร มันไม่ทำให้ได้เปรียบหรือเสียเปรียบอะไรเลย แต่ก็อยากขึ้นไปเที่ยวก็เท่านั้นเองครับ

 

 




เมื่อขึ้นมาแล้วก็เลยไปเจอกับนักปั่นสูงวัย เรียกว่าสูงวัยจริง ๆ เพราะว่าชายอายุกว่า 70 ปี แล้วครับ ปั่นจักรยานมาจากกรุงเทพฯ หรือว่าเมืองหลวงประเทศไทย   ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่ยืนอยู่คือยอดดอยอินทนนท์ประมาณกว่า 1,000 กิโลเมตรใช้เวลาปั่นมาถึงยอดดอยคือ 6 วัน โดยแวะพักนอนเรื่อย ๆ  และจะนั่งรถกลับในวันที่ 3 ซึ่งก็คือ วันที่จะแข่งขันกัน แกบอกว่ารถเยอะ ไม่อยากแข่งอันตราย แล้วพวกเราก็ถ่ายรูปร่วมกับผู้กล้าอย่างสนุกสนาน







ซึ่งบนยอดดอยนั้นก็มีนักปั่นนำจักรยานไปด้วย และก็ประกอบจักรยานจากบนยอดดอยแล้วก็ปั่นลงมาเพื่อลองเส้นทาง อะไรประมาณนั้น เอ้า ไม่ว่ากัน    ใครจะทำอะไรก็ทำไปครับ  ส่วนทีมอิสระจากระยอง นั่นก็คือพวกผมเองครับ ก็ได้แต่นั่งหาของกินไปเรื่อย ๆ จิบกาแฟบ้าง  หมั่นโถวบ้าง ขนมจีบบ้าง อร่อยกันไปครับ





ขากลับแวะเที่ยวพระธาตุ สององค์ (จะเล่าตอนเก็บตกน่ะครับ)





และก็เลยกลับเข้าที่พัก  ฟังดูหรู ๆ ยังไงชอบกล    แต่จริง ๆ ก็คือ   ลานจอดรถ  ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร  สังเกตมั๊ยครับว่า   ลงท้ายด้วย “วรวิหาร” นั่นจะบอกว่า เป็นพระอารามหลวงแล้วหล่ะ แต่ว่าจะเป็นชั้นไหนก็ว่ากันไปอีกที แต่ที่วัดพระธาตุศรีจอมทองนี้ เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิด “วรวิหาร”  แต่ถ้าจะว่าเรื่องราวของชนิดอารามหลวงต่าง ๆ    ก็เกรงว่า     จะไม่ได้ปั่นแน่นอน

ดังนั้นก็คงต้องผ่านไปอีกครั้งแล้วหล่ะครับ กลับมาถึงก็กางเต้นท์ แล้ว   ก็หาอาหารเย็นมานั่งกินกัน ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นที่สุด  เพราะว่า คนที่มาพักบริเวณศาลาธรรมสังเวช   และบริเวณรอบ ๆ นั้น    มีประมาณเกือบ ๆ  200 คน  แต่เป็นคนที่มาจากจังหวัดระยองเสีย  90%     เห็นมั๊ยครับว่าจะไม่อบอุ่นได้งัย จริงมั๊ยครับ








แต่โชคร้ายเล็ก ๆ ก็มาเยือนเมื่อฝนหลงฤดูได้ตกมาจากฟากฟ้า ลงมากลางกระหม่อมของบรรดานักปั่นที่นั่งกินข้าวบ้าง ดื่มกันบ้างที่บริเวณสนามหญ้าและบริเวณลานจอดรถ ทำให้การดื่ม และการกินข้าวเย็นต้องสะดุดลงเล็กน้อย  แต่ก็ดูแล้วก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะว่าเหมือนจะขยับออกไปจากที่เดิมเล็กน้อยเท่านั้นเพราะว่าฝนก็ตกไม่แรงมากนัก

แต่ที่โชคร้ายไปกว่านั้น เต้นท์ที่กางอยู่นั้นไม่สามารถป้องกันฝนได้ 100%   คราวนี้ก็เลยต้องนอนแบบเปียก ๆ ซึ่งเป็นอะไรที่อึดอัดได้ใจจริง ๆ เลยครับ แต่ก็ทำยังไงได้ล่ะครับ  เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องข่มตานอนหล่ะครับ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ  ที่นอนหลับท่ามกลางเสียงคลื่นกระทบฝั่ง   เสียงเสือคำรามลั่นทุ่งเสียงเรือกลไฟที่เข้าออกจากท่าเรือเป็นระยะ ๆเพราะว่าผู้คนที่นอนกางเต้นท์อยู่ใกล้ ๆ กันในปริมาณที่เยอะแยะนับ 100 – 200 คน มันจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงบรรยากาศแบบนี้ไม่ได้

กว่าจะเช้าได้ก็แทบแย่ แต่ที่แย่กว่าก็คือ กว่านอนหลับได้ก็แสนทรมาน แต่พอหลับกันไปแล้ว พรรคพวกก็ดันตื่นกันที่ตี 4 (โปรดฟังอีกครั้งครับ ตี 4 ครับพ่อแม่พี่น้อง) จะรีบตื่นไปไหนกันครับ  ผมเพิ่งนอนหลับได้ไม่นานนี้เอง   แต่ก็ต้องตื่นตามเขาไป  ไม่รู้จะทำยังไง  เพราะว่าพอคนตื่น อีกคนก็ตื่น เลยพากันตื่นหมด  !!!!!! เอ้า ! เอาเข้าไป!!!! เต็ม ๆ เลยเรางานนี้ เปียกก็เปียก แถมยังนอนน้อยอีก!!

แหม!! อะไรจะเป็นใจขนาดนั้น   ไม่เป็นไรก็ใจมันสู้แล้ว ทำไงได้ล่ะ    ว่าแล้วก็เลยอาบน้ำออกไปหาข้าวเช้ากินซะเลย  แต่ก็ยังงง ๆ อยู่นิดน่ะครับว่า  ทำไมร้านค้าเขาไม่เตรียมอาหารให้พร้อมเลย เพราะว่านักปั่นก็ออกไปหาอะไรกิน   แต่ร้านขายของก็เพิ่งมาตั้งร้านกัน    ทั้ง ๆ ที่ เมื่อคืนนี้ผู้คนก็มากมายที่ออกมาจับจ่ายใช้สอย หาอยู่หากิน กันเยอะเลย  เอ้า! ไม่ว่ากัน ยังไม่ทำก็ต้องรอก็แค่นั้น





พอเขาทำอาหารเสร็จแล้วเราก็จัดการไปชุดใหญ่เลยครับ เพราะต้องตุนเอาไว้ก่อน เวลาประมาณ 6 โมงเช้าก็ถึงเวลาที่นักปั่นจะต้องมารวมตัวกันที่หน้าลานจอดรถของวัดพระธาตุศรีจอมทอง ก็น่าจะนึกภาพออกน่ะครับว่ามันน่าจะวุ่นวายเพียงใด เพราะคนเกือบ 1,500 คนไปรวมกันอยู่สถานที่ที่ไม่ใหญ่โตอะไรมากนัก แต่ก็อบอุ่นดีครับเพราะเป็นนักปั่นเหมือนกัน เบียด ๆ กันบ้างก็ไม่ว่ากัน ถึงเวลาที่ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นท่านก็ได้มาเปิดงานการปั่นจักรยานในครั้งนี้




แต่อาจจะด้วยว่าคนเยอะ     เวลาประธานกล่าวอะไรไป  ก็คงไม่ต้องหวังว่าจะได้ยินอะไรหรอกครับ เพราะว่าไม่ได้ยินอะไรมากมาย  แถมยังอยู่ท้าย ๆ อีกต่างหาก แต่จริง ๆ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหากได้ยินแล้วจะฟังหรือป่ะ  ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน  ต่างคนต่างทำหน้าที่กันไป    และหลังจากกล่าวเป็นที่เรียบร้อยก็มีการถ่ายรูป  และถ่ายภาพเคลื่อนไหวจากกล้องที่ติดกับเครื่องบินบังคับ เรียกว่างานนี้ดูไฮโซ ไปเลย ๅ!!!  แต่ดูไฮโซไปได้พักเดียว   ความโลโซ ก็เข้ามาเยือนโดยไม่ได้เชื้อเชิญ   เนื่องการบังคับทิศทางของเครื่องบินที่ผิดพลาดทำให้ เครื่องบินบังคับนั้นบิน  เข้าไปติดอยู่ที่สายไฟฟ้าแรงสูง   งานงอกจริง ๆ เล้ย! แต่ งานที่ต้องเดินต่อไป ก็ต้องเดินนั่นก็คืองานปั่นจักรยานนั่นเอง ว่าแล้วท่านรองผู้ว่าก็ตีฆ้องเพื่อเป็นสัญญาณการปล่อยตัวนักปั่น  เพื่อมุ่งสู่ยอดดอยอินทนนท์ นั่นเอง การปั่นที่เรียกว่าสุดโหด หรรษาก็เริ่มขึ้น ณ บัดนี้


 




การปั่นนั้นเขาจะมีกัน 2 รูปแบบ นั่นก็คือ  การปั่นจักรยานระยะทาง 50 กิโลเมตร จากวัดพระธาตุศรีจอมทอง จนถึงยอดดอยด้านบน  มีจักรยาน 2 ประเภท นั่นก็คือ เสือภูเขา และเสือหมอบ    ทั้งสองประเภท แบ่งเป็นหญิง ชาย  และอีกแบบก็คือ     การปั่นจักยานระยะทาง 16 กิโลเมตร โดยเริ่มจากที่ทำการอุทยานจนถึงยอดดอยนั่นเอง จะเห็นว่าระยะทางนั้นต่างกันมาก แต่ความโหดนั้นโหดพอ ๆ กัน เพราะว่า ระยะที่โหดก็คือระยะที่ 16 กิโลเมตรนั่นเอง

 


 บรรยากาศการปั่น ก็เริ่มโกลาหลตั้งแต่เมื่อท่านประธานทำการปล่อยตัวจนบางครั้งผมก็มานั่งนึก ๆ ดูว่า เอ..... ทำไมคนเราถึงชอบแข่งขันกันจังเลย???? ส่วนผมกับพี่ที่ไปด้วยกัน (จริง ๆ ก็คือ เจ้านายในที่ทำงานแหละครับ) ก็ยืนถ่ายรูปจนชาวบ้านเขาไปกันเกือบหมดแล้วเราถึงค่อยออกน่ะครับ
คือเก็บบรรยากาศน่ะครับ ไม่เน้น เพราะว่า อ่านมาแล้วเขาบอกว่า ได้ถ้วยที่ระลึกทุกคนที่ปั่นไปถึง จึงได้เย็นใจสบายไป ไม่รีบไม่ร้อน ปั่นไปเรื่อย ๆ พอเข้าด่านเก็บเงินก็เจอกับรถนักท่องเที่ยวบ้างก็ทักทายกันอย่างสนุกสนาน

เนินแรกหลังจากที่พ้นด่านเก็บเงินเข้าเขตอุทยาน เห็นรถจักรยานหลาย ๆ คันก็เริ่มมีปัญหา ยางรั่ว โซ่ขาดบ้าง เอาล่ะหว่า??? งานนี้   เห็นหลาย ๆ คนเริ่มจูงจักรยานขึ้นเนิน เราก็ตกใจ  ระยะทางตั้ง 50 กิโลเมตรแรก   แล้วพวกพี่ ๆ น้อง ๆ   เริ่มจูงกันตั้งแต่ กิโลเมตรที่ 5 เนี่ยน่ะ แล้วจะไหวมั๊ยเนี่ย!แต่เราก็ไม่ว่าอะไรก้มหน้าก้มตาปั่นต่อไป เรื่อย ๆ ปั่นไปคุยไป อากาศก็ไม่ร้อนมาก เย็น ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่ก็มาติดใจอยู่นิดเพราะว่า  โดยปรกติการแข่งขันรถจักรยาน  ก็ไม่น่าจะมีรถยนต์ที่มากมายเช่นนี้

รถของกองเชียร์ก็ตามขึ้นไปถ่ายรูปกันสนุกสนาน    ทั้งตามไปให้กำลังใจกัน   ทั้งอะไรไม่รู้สารพัด ไหนจะรถนักท่องเที่ยวทั่วไปอีก    ไหนจะรถเสบียง ที่จะขึ้นไปทำอาหารให้กับนักปั่นในมื้อเที่ยงอีก คิด ๆ ดู ก็งง ๆ ว่า  ทำไมเขาจัดการกันแบบนี้น่ะ จักรยานคือรถเล็ก  ให้รถยนต์วิ่งสวนกันไปมาแบบอิสระด้วยความเร็ว กลัวว่างานจะงอกเหมือนกัน ไม่ว่าอะไรปั่นต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งตลอดเส้นทางก็เห็นว่าทุกคนนั้นมีแต่ความุม่งมั่น อดทน

 


แต่หากไม่ซ้อมความมุ่งมั่นนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลย ขอบอกครับ เพราะว่า  ปั่นจักรยานนั้นใช้แรงครับ ใช้ความมุ่งมั่นอย่างเดียวก็เข็นล่ะครับ ดังนั้น ราคาจักรยานที่ว่าเป็นหลักแสน    ก็ทยอยถูกเจ้าของนั้นเข็นขึ้นดอยอินทนนท์ คันแล้วคันเล่า แต่อย่างน้อยจิตใจที่เข้มแข็งก็ส่งผลให้การเดินขึ้น พร้อมด้วยจักรยานคู่ชีพนั้น      เดินได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย  (จริง ๆ แล้วโคตะระ เหนื่อย เลยหล่ะ)    จนกระทั่งการปั่นนั้นก็ถึงที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งระยะทางจากจุดเริ่มต้นถึงที่ทำการรวมระยะทางประมาณ 30 กว่ากิโลเมตร     ใช้เวลาไปไม่ถึง 2 ชั่วโมง     ก็เลยเกิดกำลังใจที่ฮึกเหิม      แหม!!!! อีกแค่ 16 กิโลเมตรเอง เด็ก ๆ จริงวุ๊ย (ในใจคิดอย่างนั้นจริง ๆ )

 












แต่แล้วความฝันที่แสนหวานก็ค่อย ๆ เลือนไป ๆ ๆ เพราะว่าเส้นทางข้างหน้านั้นมีแต่ขึ้นกับขึ้น ความสูงจากระดับน้ำทะเล ณ ที่ทำการอุทยานนั้นประมาณ 1,000 กว่าเมตรจากระดับความสูงของน้ำทะเล แต่ระยะทางแค่ 16  กิโลเมตรขึ้นไปที่ความสูง 2,656 เมตรจากระดับน้ำทะเล นั่นก็จะหมายถึงว่า ความสูงนั้นมีความชันแบบที่เรียกว่าสูงปรี๊ดเลยล่ะครับ แต่เมื่อเลือกแล้วก็ต้องเดิน เพระว่าถอดเกียร์ถอยเก็บไว้ที่ระยองเรียบร้อยแล้วครับ ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อก็ต้องก้มหน้าก้มตาปั่นไปเรื่อย ๆ คนที่ขึ้นไม่ไหวก็เข็นขึ้นไป ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันคือเส้นชัย ไม่ว่าจะเดินขึ้น ปั่นขึ้น หรือเข็นขึ้นก็เรียกว่าเข้าเส้นชัยเหมือนกัน ไม่ต้องคิดมาก ว่าแล้วเราก็ก้มหน้าก้มตามปั่นอีกตามเคย ไปเจอรถใครเสีย เราก็ดูอาการแล้วพอช่วยได้เราก็เข้าไปช่วย ซึ่งก็นับว่าได้เพื่อนเพิ่มอีก ช่วยเจ้าหน้าที่แจกน้ำให้กับนักปั่นบ้าง นั่งพักเหนื่อยบ้าง เรียกว่าสนุกกันไปเรื่อย ๆ เพราะว่าถึงจุดนี้แล้ว หากเดินเข้าเส้นชัยเดี่ยว ๆ ไม่น่าจะสนุก แต่หากเข้าพร้อม ๆ กันหลาย ๆ คนก็น่าจะมันส์ดี จนกระทั่งปั่นไปเกือบถึงเส้นชัย











โดยที่ก่อนเข้าเส้นชัยนั้น เราก็หยุดเข้าข้างทางก่อนเพื่อเก็บบรรยากาศการเข้าเส้นชัยของเพื่อน ๆ ซึ่งก็ไหลเข้าเส้นชัยกันเป็นสิบคนเลยทีเดียว พอถ่ายรูปได้ซักนิดเราก็เข้าเส้นชัยมีน้องมาขานเวลาว่าได้ 6 ชั่วโมง 4 นาที เลยตกใจ เอ้า!!!! เขานับเวลาด้วยเหรอ??????  งง!!! 
พอเข้าไปบรรยากาศในงานก็รู้สึกคึกคักดี การประกาศแจกของรางวัลบนเวทีก็ดังกระหึ่ม แต่เราเข้าเป็นอันดับท้าย ๆ ก็เลยไม่ค่อยอินกับบรรยากาศเท่าไร

ว่าแล้วก็หาถ่ายรูปไปเรื่อย  ประมาณว่าอยากถ่ายรูปเก็บบรรยกาศที่เย็น ๆ ดี ๆ เอาไว้นาน ๆ
หลาย ๆ คนที่ได้ถ้วยมา  ก็ชูถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน    พอถ่ายรูปกันซักพัก  ก็รู้สึกว่าหนาวมาก ๆ  อากาศเย็นลงค่อนข้างมาก และเหงื่อที่ท่วมตั้งแต่ตอนปั่นนั้นหายหมดแล้ว  ดังนั้นจึงชวนกันปั่นลงมาจากยอดดอยเพราะว่า   หากจะรอรถบริการ  ที่มีบริการสำหรับขนจักรยานลง ก็เกรงว่า  จะหนาวจนแข็งตายกันเสียก่อน ว่าแล้วก็เริ่มปั่นกันลงอย่างระมัดระวัง

ต้องขอเตือนกันจากใจจริงเลยครับ เพราะว่าต่อไปผมก็คงไม่ปั่นลงอีกแล้ว เพราะว่าอันตรายมาก ๆ จริง ๆ ครับ เพราะว่าความเร็วที่ลงมาจากดอยนั้นค่อนข้างจะสูงมาก ๆ  จะเบรคมากก็กังวลว่าเบรคจะไหม้  เพราะหากเบรคไหม้แล้ว การเบรคก็จะทำให้เบรคนั้นลื่น เบรคไม่อยู่อีก หากไม่เบรคเรื่อย ๆ    ความเร็วก็จะเพิ่มจนอาจจะบังคับรถไม่ได้   ลอง ๆ คิดดูน่ะครับว่า จักรยานคันนิดเดียว  แต่มีความเร็วในระดับ 50-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อันตรายจริง ๆ เลยครับ แต่สุดท้ายก็ลงกลับมาถึงที่พักได้อย่างปลอดภัย   

 









บรรยากาศการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้นั้นเรียกว่า สุด ๆ ของการปั่นเลยครับ นักปั่นทุกภาคของประเทศได้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ หลาย ๆ คนก็บอกว่ามาปั่นกันทุกปี เข็นทุกปี เหมือนกัน หลาย ๆ คนก็บอกว่ามาปั่นเป็นปีแรกไม่รู้จะเข็นหรือเปล่า สิ่งที่ได้จากการปั่นในครั้งนี้ แน่นอนก็คือความภูมิใจของนักปั่นที่มีโอกาศที่จะพิชิตยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย มิตรภาพที่มีให้กันตลอดเวลาระหว่างเส้นทางการปั่น การช่วยเหลือเอื้อเฟื้อให้กันและกันการบริการที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมาะแล้วที่บอกว่าชาวเหนือยิ้มสวย จิตใจที่อดทน เข้มแข็ง ไม่ย่อท้อกับความหนาวเย็นและเหนื่อยยาก

การทดสอบที่ยิ่งใหญ่นี้นั้นเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 6 แล้ว และจะเกิดขึ้นในปีที่ 7 หรือ 8 และต่อไปอีกไม่รู้จบ เส้นทางการปั่นเพื่อพิชิตยอดดอยอินทนนท์นั้นก็ยังคงมีมนต์เสน่ห์อย่างไม่เสื่อมคลายเลยทีเดียว แล้วพบกันอีกครั้งในการปั่น “ท้าพิชิตอินทนนท์ คนพันธุ์อึด # 7”  ดอยอินทนนท์ ยังคงรอให้บรรดาเหล่าผู้กล้าทั้งหลายได้ประลองความอึดกันตลอดไป........

เรื่องและภาพโดย....คนเรียนไกด์

                                                                                                                                       

 

 


สิบสวนสวยติดอันดับโลก (top ten gardens of the world)     เก็บตกจากยอดดอยอินทนนท์
blog comments powered by Disqus




อาคารสามเหลี่ยม บ้านดินแห่งความพยายาม
รายงานผลความคืบหน้าของบ้านดิน ที่ตั้งใจว่าจะจัดทำเป็นสถานที่เรียนของผู้ที่สนใจจะมาศึกษาแนวคิดและวิธีการทำบ้านดิน ...
อ่านทั้งหมด...












 




หมวดฮิต & คำฮอต >>

> อัญมณี ลูกปัดและเครื่องประดับ :ลูกปัด ลูกปัดโบราณ หินสี อัญมณี อัญมณีประจำวันเกิด อัญมณีประจำราศี
> สวนสวย จัดสวนสวย การจัดสวนเอง : จัดสวน สวนสวย จัดสวนหน้าบ้าน จัดสวนหย่อม ต้นไม้ บ้านและสวน
> ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องเที่ยวต่างประเทศ : ท่องเที่ยวไทย ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องเที่ยวต่างประเทศ
> พระเครื่องและวัตถุมงคล : พระเครื่อง พระเครื่องทั่วไทย พระเครื่องสายใต้ พระเครื่องมากมาย
> สุขภาพและความงาม : สุขภาพ สุขภาพจิต สุขภาพน่ารู้ บำรุงผิวหน้า สุขภาพดี หน้าใส ผิวขาว
> อาหาร เมนูอาหาร เมนูอาหารไทย : อาหารไทย อาหารเพื่อสุขภาพ เมนูอาหาร ไข่ ปลา ไก่
> ศิลปะ การออกแบบ : ศิลปะไทย ศิลปะตะวันตก ศิลปะร่วมสมัย ออกแบบเสื้อ ออกแบบโลโก้ ออกแบบสวน


> การศึกษา การฝึกอบรม : เรียนต่อต่างประเทศ เรียนภาษาอังกฤษ อังกฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น รับตรง สอบตรง โควตา ทุนเรียนต่อ เรียนต่อโท เรียนต่อปริญญาเอก เรียนต่ออเมริกา
> วัฒนธรรม บันเทิง ดารา : วัฒนธรรมไทย ญี่ปุ่น บันเทิงดารา เกาหลี ไทย บันเทิงเอเชีย ข่าวบันเทิง
> เพลงใหม่ หนังใหม่ : เพลงใหม่ เพลงใหม่ล่าสุด ฟังเพลงใหม่ ฟังเพลงใหม่ล่าสุด หนังใหม่
> ดูทีวีออนไลน์ ฟังวิทยุออนไลน์ : ดูทีวีออนไลน์ ดูทีวีย้อนหลัง วิทยุออนไลน์ ฟังวิทยุออนไลน์
>ดูดวง : ดวง ดูดวงความรัก ดูดวงเนื้อคู่ ดูดวงวันเกิด ดูดวงตามวันเดือนปีเกิด ดูดวงบ้านเลขที่ ดูดวงการงาน ดูดวงตามพรหมชาติ
> งานสร้างสรรค์ งานประดิษฐ์ ไอเดีย >ทำนายฝัน ทำนายความฝัน> งานราชการ > รับสมัครงาน
 








หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | บริการ | สินค้า | สมาชิก | เว็บบอร์ด | งานประดิษฐ์ สร้างสรรค์ไอเดีย | ความรู้ | ติดต่อโฆษณา
บทความ >อัญมณี ลูกปัดและเครื่องประดับ >สวนสวย จัดสวน การจัดสวนเอง >ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องเที่ยวต่างประเทศ >พระเครื่อง วัตถุมงคล พระเครื่องทั่วไทย
>สุขภาพและความงาม >อาหาร เมนูอาหาร เมนูอาหารไทย >ศิลปะ การออกแบบ >การศึกษา การฝึกอบรม >วัฒนธรรม บันเทิง ดารา

ดูดวง >ดูดวงรายเดือน >ดูดวงบ้านเลขที่ >ดูดวงตามพรหมชาติ >ดูดวงความรัก >ดูดวงเนื้อคู่ >ดูดวงวันเกิด >ดูดวงตามวันเดือนปีเกิด
ทำนายฝัน >ฝันเห็นคนและกิริยาอาการ >ฝันเห็นสัตว์ต่างๆ >ฝันเห็นสิ่งของและสถานที่ >ฝันเห็นสิ่งอื่นๆ
เว็บบอร์ด >ประกวดทั่วไทยทั่วโลก >ศึกษาต่อในประเทศและต่างประเทศ รับตรง โควตา ข่าวทุนการศึกษา >สมัครงาน รับสมัครงานราชการ
รับสมัครงานรัฐวิสาหกิจและงานเอกชน >งานฟรีแลนซ์ >ท่องเที่ยวทั่วไทย >ท่องเที่ยวต่างประเทศ >อาหารการกิน > ตากล้อง >จัดสวนสวย > รักษ์โลก
>ข่าวด่วน ฝากข่าว >รักสุขภาพ ความสวย ความงาม > พระเครื่อง ของสะสม >ไอเดียสร้างสรรค์และโชว์ฝีมือ >เครื่องประดับ ลูกปัด หินสี และอัญมณี >ศิลปะออกแบบ
>วัฒนธรรมบันเทิงดารา ข่าวบันเทิง >เพลงใหม่ หนังใหม่ >ดูทีวีออนไลน์ฟัง วิทยุออนไลน์

E-mail : rayabeading@yahoo.com , rayabeading@hotmail.com Tel: 089-6461093   Copyright©2010-2011 Rayabeading.com. All rights reserved.